ศธ.-อว. เดินหน้า All for Education ดันท้องฟ้า จำลองต้นแบบลดเหลื่อมล้ำการศึกษา
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นประธาน เปิดงาน Kick Off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” โดย มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) , นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. และ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เข้าร่วม

นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้เราก้าวข้ามผ่านหลายอย่าง สิ่งที่ต้องการปลูกฝังสำหรับโครงการนี้ คือ เรื่อง Outcome-based (การจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพท์) เราจะถามเด็กว่าเด็กฝันอยากเป็นอะไร สมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นหมอ ตำรวจ ทหาร ทนายความ และวิศวะ เพราะเขามีตัวอย่างเป็นพ่อแม่ที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ อาจจะเป็นสำหรับคนที่โชคดี แต่สำหรับบางคน เขาไม่เห็นตัวอย่างว่าเขาจะเป็นอะไร หรือต้องทำอะไรในชีวิต
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า วันนี้มี 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงบันดาลใจและความฝันของเด็กคนหนึ่ง ที่เขาสามารถกล้าคิด กล้าทำ และกล้าบอกครอบครัวว่าฝันอยากจะเป็นอะไรและอยากใช้ชีวิตแบบไหน และเรื่องสอง คือ ความหวัง ถ้าเด็กคิด แต่ไม่มีความหวัง จะไม่มีแรงบันดาลใจในการทำตามความฝัน บางอย่างอาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเขามีความหวัง คิดว่าเด็กไทยฝ่าฟันตรงนี้ไปได้ ทำให้ 2 เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงกับท้องฟ้าจำลอง ผมคิดว่าเกินครึ่งหนึ่งของประเทศไทยได้แรงบันดาลใจจากท้องฟ้าจำลอง โครงการนี้เป็นการเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนได้ ปัจจุบันบริบทเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียนมาอาจจะไม่มีความหมาย ฉะนั้น แรงบันดาลใจอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเดียว แต่อาจจะเหมาะกับประชาชนที่สูญเสียงานทำ และจำเป็นต้องหางานใหม่ทำ จึงอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำหรับการเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
“ประเทศไทยมีประชากรจำนวนมาก พื้นที่ท้องฟ้าจำลองไม่สามารถรับรองได้เพียงพอ ฉะนั้นภาคีเครือข่ายที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ จึงเป็นปัจจัยในความสำเร็จของโครงการนี้ หากวันนี้เราสามารถที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายที่มีสิ่งที่เหมือนกันได้ จะเป็นการประสบความสำเร็จไปอีกขั้น เช่น TK park , หน่วยงานที่อยู่ในอว. , ห้องสมุดที่อยู่ในแต่ละโรงเรียน และศูนย์การเรียนรู้ของภาคเอกชน สามารถที่จะเข้ามาเป็นเครือข่ายในเรื่องนี้ได้ สำหรับศธ.ที่ไปลงพื้นที่และไปเปิดโอกาสในแต่ละจังหวัด ทำให้ประชาชนได้รับกำลังใจ เขาได้กำลังใจแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำหลักสูตรให้เท่าเทียมกัน และเป็นความหวังให้กับเด็กทุกคนได้” นายยศชนัน กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวว่า งาน Kick Off
“From Museum to Lifelong Learning Ecosystem” โครงการพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ สู่ระบบนิเวศแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ โดยท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2507 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรด้วยพระราชประสงค์ที่จะเปิดโลกวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ให้กับเยาวชนไทย มาวันนี้ผ่านมากว่า 60 ปี สถานที่แห่งนี้ยังคงฝังอยู่ในความทรงจําของคนหลายรุ่น
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า เชื่อว่าหลายคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ต่างเคยมาที่นี่ตอนเป็นเด็ก สิ่งนี้คือ พลังของสถานที่แห่งการเรียนรู้ และสามารถจุดประกายความฝันของหลายๆ คน แต่โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว และ “พิพิธภัณฑ์” ในความหมายเดิมไม่อาจตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนยุคนี้ ทำให้ต้องพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ที่คนอยากมามากขึ้น ไม่ใช่มาเพราะถูกพาไป แต่มาเพราะรู้ว่าที่นี่สนุก ได้ความรู้ เปิดประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ กลายเป็น Landmark สําหรับการเรียนรู้
“ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งลอนดอน(Science Museum London) และสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกา ปรับตัวสู่โมเดลการเรียนรู้เชิงรุก ผสาน AI, Immersive Experience และกิจกรรม Maker Space จนกลายเป็นหมุดหมายสําคัญระดับโลก ขณะที่ Science Centre Singapore ในประเทศสิงคโปร์ก็สร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนอย่างต่อเนื่อง นี่คือมาตรฐานที่ประเทศไทยพร้อมก้าวไปให้ถึง” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ภายใต้โครงการนี้กระทรวงศึกษาธิการกําหนดให้ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพเป็น ศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงศูนย์วิทยาศาสตร์ เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษาภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดช่วงชีวิต” โดยนําเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI, Virtual Reality, Augmented Reality, Metaverse และ Immersive Learning มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สําหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย
“สิ่งที่ทําให้โครงการนี้มีความสําคัญเป็นพิเศษคือเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ความสําเร็จนี้กระจุกตัวอยู่เพียงในกรุงเทพมหานคร แต่จะเป็น “โมเดลต้นแบบ” ที่ขยายผลไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กในจังหวัดห่างไกลได้มีโอกาสเปิดโลก เปิดประสบการณ์ และได้รับแรงบันดาลใจ เช่นเดียวกับเด็กในเมือง นี่คือหนึ่งในช่องทางการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ “All for Education” ของกระทรวงศึกษาธิการ
ที่เชื่อว่าโอกาสในการเรียนรู้และการค้นพบตัวเองต้องเป็นสิทธิของเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สําหรับกิจกรรมภายในงาน ระหว่างวันที่ 18-19 พฤษภาคม ประกอบด้วยนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ เทคโนโลยี STEM กิจกรรม Coding, Robot และ Drone ตลอดจนกิจกรรมด้านศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม กีฬา และสุขภาวะ ซึ่งล้วนมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการอย่างสร้างสรรค์



