โฆษก ศธ. แจงปมร่วมมือ TikTok ใช้ AI ช่วยผลิตคอนเทนต์ สอนเด็ก 2 นาที หวังลดภาระงานครู ยันชัด แนวทางศธ.การใช้เทคโนโลยีต้องเหมาะสมตามช่วงวัย ไม่เพิ่มเวลาอยู่หน้าจอโดยไม่จำเป็น
กรณี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) หารือกับ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) โดยมีมติว่า Tiktok มีความยินดีที่จะโปรโมตคอนเทนต์ของศธ.ให้ และจะมีการทำ MOU กับหลายภาคส่วน เพื่อประโยชน์ของการศึกษาไทย
ทั้งยัง มีการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเอไอส่งผลกระทบต่อการลดภาระงานครู เอไอเข้ามาช่วยครูในการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นสื่อการสอน 2 นาที ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจต่อสื่อการสอนง่ายขึ้น และประหยัดเวลาสำหรับการทำสื่อการสอนให้กับครู จนกลายเป็นที่วิพากษวิจารณ์นั้น
อ่านข่าว – ‘ประเสริฐ’ จับมือ TikTok ดัน AI ลดภาระงานครู ปั้นทักษะดิจิทัลเด็กไทย
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ เข้าใจและรับฟังความกังวลของผู้ปกครองและสังคม เรื่อง Screen Time และผลกระทบจาก Social Media ต่อเด็กอย่างจริงจัง
วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเด็กยุคใหม่ ขณะเดียวกัน กระทรวงก็รับทราบถึงข้อกังวลของสังคมต่อผลกระทบด้านสมาธิ พัฒนาการ และสุขภาวะของเด็กจากการใช้สื่อดิจิทัลเช่นกัน
สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการ จึงไม่ใช่การส่งเสริมให้เด็กใช้โซเชียลมากขึ้น แต่คือการเตรียมเด็กไทยให้มีทักษะ Digital Literacy และ AI Literacy อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรู้เท่าทันโลกยุคใหม่ เพราะหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือ “เทคโนโลยีต้องเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่เป้าหมายของการศึกษา”
แนวทางของกระทรวงจึงชัดเจนว่า การใช้เทคโนโลยีต้องเหมาะสมตามช่วงวัย ไม่เพิ่มเวลาอยู่หน้าจอโดยไม่จำเป็น และต้องไม่กระทบต่อพัฒนาการ สุขภาวะ และการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งไม่สามารถทดแทนห้องเรียน ครู หรือการเรียนรู้จากโลกจริงได้
หลายประเทศทั่วโลกกำลังพยายามหาสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับพัฒนาการเด็ก ซึ่งประเทศไทยก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้น “หากมีความเข้าใจว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องการผลักดันให้เด็กใช้ TikTok หรือ Social Media มากขึ้น” อาจไม่ใช่สาระสำคัญของเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือ “การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย”
ขณะเดียวกัน กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อลดภาระงานเอกสารและงานธุรการของครู เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระไปที่เด็ก
ท้ายที่สุด ผมอยากจะย้ำเจตนารมย์ของเราว่า การศึกษาที่ดี ไม่ใช่การทำให้เด็กอยู่กับจอมากขึ้น แต่คือการทำให้เด็ก “ใช้เทคโนโลยีเป็น” อย่างรู้เท่าทัน สมดุล และเติบโตได้อย่างเหมาะสมในโลกยุคใหม่”


