หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา วารสารชื่อดัง...

วารสารชื่อดัง ประกาศถอดถอนบทความวิชาการ หลังพบผิดจริยธรรมคัดลอกผลงานตนเอง

29.05.26 | 19:22 น.
ถอดถอนบทความ

วารสารชื่อดัง ประกาศถอดถอนบทความวิชาการ หลังพบผิดจริยธรรมคัดลอกผลงานตนเอง

 

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ “ศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์ถิ่นอีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี” โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า

“แจ้งความ จากวารสารพื้นถิ่น โขง ชี มูล กรณีตรวจสอบพบการคัดลอกซ้ำซ้อน ย้อนหลังภายหลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียด จึงขอดำเนินการถอดถอนบทความตามประกาศ”

ก่อนที่จะแนบประกาศที่ระบุว่า ประกาศถอดบทความ ที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์รายหนึ่งเขียนไว้ โดยบทความดังกล่าว ตีพิมพ์ใน: วารสารพื้นถิ่น โขง ชี มูล, ปีที่ 2558 มกราคม-มิถุนายน, ฉบับปฐมฤกษ์,หน้า 93-108

Advertisement

สาเหตุการถอดถอน: ศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์ถิ่นอีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้ตรวจสอบพบว่า บทความดังกล่าวมีเนื้อหาการคัดลอกซ้ำซ้อนกับงานวิทยานิพนธ์ —- สาขาวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม พ.ศ. 2558 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไม่มีการอ้างอิงอย่างถูกต้องต่อเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกัน

เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานจรรยาบรรณการตีพิมพ์วิชาการ กองบรรณาธิการศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์ถิ่นอีสาน จึงขอดำเนินการถอดถอนบทความฉบับนี้ออกจากวารสารฉบับปฐมฤกษ์ และขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อผู้อ่านและแวดวงวิชาการมา ณ ที่นี่

อ่านประกาศ 

ก่อนที่จะโพสต์ชี้แจงถึงสาเหตุการถอดบทความดังกล่าวว่า “ทำไมถึงถอดถอนบทความเรื่องนี้”

จากที่ทางศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์ถิ่นอีสาน ได้มีการโพสต์แจ้งประกาศถอดถอนบทความเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ได้รับความสนใจในการสอบถามและแชร์ข้อมูลเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ในประเด็นของการถอดถอนนั้นอาจจะมีข้อสงสัย ดังนั้นทางศูนย์ฯ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลวารสารพื้นถิ่น โขง ชี มูล ขอขยายอธิบายความเพื่อความเข้าใจตรงกัน

“ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดลอกผลงาน”

ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมาย Plagiarism ไว้สองลักษณะคือ “โจรกรรมทางวรรณกรรม” ในศัพท์วรรณกรรม (ราชบัณฑิตยสถาน, 2561)

บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2555) ให้ความหมายว่า “Plagiarism คือ ความพยายามชักจูงผู้อ่าน ด้วยการนำเอางาน คำพูด หรือคำของคนอื่นมาเป็นของตนเอง”

การคัดลอกผลงานทางวิชาการ (Academic plagiarism) เกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนรายงานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ ลอกคำจากต้นฉบับมากกว่า 4 คำ โดยปราศจากการใช้เครื่องหมายอัญประกาศ “ ” หรือเครื่องหมายคำพูดตรงในข้อความที่คัดลอก ทำให้เสมือนว่าเป็นผลงานของตนเอง”

Hengki Wijaya และ Kara Elizabeth Gruber (2018) กล่าวว่า การคัดลอกผลงานทางวิชาการ คือ การกระทำที่มีความตั้งใจ หรือเจตนา เพื่อให้ได้รับการยกย่อง หรือได้คุณค่าจากงานเขียนทางวิชาการ การอ้างถึงบางส่วนหรือทั้งหมดของงานคนอื่นซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ โดยปราศจากการอ้างอิงแหล่งที่มาที่เหมาะสมและถูกต้อง

MacLennan (2018) กล่าวว่า การคัดลอกผลงานทางวิชาการ คือ ประเด็นความผิดที่แบ่งออกเป็นสองส่วน (Dichotomous) คือ ความผิดโดยเจตนา (Intentional) และความผิดโดยไม่ได้เจตนา (Inadvertent)

ดังนั้นพอสรุปได้ว่า การคัดลอกผลงานทางวิชาการ หรือการโจรกรรมวรรณกรรม เป็นความผิดที่ปรากฏชัดในการชักจูงให้ผู้อ่านผลงานเข้าใจว่าเป็นการสร้างสรรค์จากตนเอง ทั้งข้อความ คำพูด แนวคิด วิธีการ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ โดยไม่มีการอ้างอิงเจ้าของผลงาน หรือการอ้างอิงไม่ครบตามหลักวิชาการ จะกระทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

(อ้างอิงข้อมูลจาก พันธุ์ธัช ศรีทิพันธุ์ บทความวิชาการเรื่อง การคัดลอกผลงานทางวิชาการ จริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญ ไฟล์เอกสาร หน้า 4-5)

“การคัดลอกผลงาน มีกี่ประเภท”

  1. การคัดลอกผลงานโดยตรง (Direct Plagiarism) การเขียนข้อความหรือส่วนหนึ่งของข้อความที่เป็นการคัดลอกแบบคำต่อคำ (Word-for-Word) โดยไม่มีการอ้างอิงผู้เขียนข้อความ หรือการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความนั้น และการคัดลอกประเภทนี้พบมากที่สุด
  2. การคัดลอกผลงานโดยการถอดความ (Paraphrasing/Rephrasing) ลักษณะนี้จะคล้ายกับการคัดลอกผลงานโดยตรง แต่จะแตกต่างตรงที่ผู้คัดลอกจะจัดเรียงคำหรือข้อความใหม่ บางครั้งอาจใช้ถ้อยคำใหม่ แต่ใจความยังคงเหมือนต้นฉบับ
  3. การคัดลอกผลงานโดยการสรุปความ (Summarizing) ประเภทนี้ผู้คัดลอกจะไม่ใช้ข้อความเหมือนต้นฉบับทั้งหมด แต่จะแทนด้วยการสรุปเนื้อหาจากต้นฉบับ
  4. การคัดลอกผลงานโดยคัดลอกผลงานตัวเอง (Self-Plagiarism) ประเภทนี้ผู้คัดลอกจะคัดลอกงานเขียนของตนเองที่เคยเขียนไว้ก่อน โดยที่ไม่อ้างอิง
  5. การคัดลอกผลงานโดยผสมผสานแหล่งที่มา (Mosaic Plagiarism) ประเภทนี้ผู้คัดลอกจะรวบรวมแหล่งที่มาของคำหรือข้อความจากหลาย ๆ ที่ แล้วนำมาผสมผสานหรือปะติดปะต่อคล้ายกับงานศิลปะโมเสก (Mosaic)
  6. การคัดลอกผลงานโดยอ้างอิงหลากหลายที่ (Bypassing) ประเภทนี้ผู้คัดลอกใช้วิธีการอ้างอิงบทความเดียว แต่นำไปอ้างในเนื้อหาหลากหลายที่
  7. การคัดลอกผลงานโดยไม่มีอยู่จริง (Non Existing Source) ประเภทนี้ผู้คัดลอกอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง เป็นการจงใจสร้างข้อมูลเท็จ หรือลักษณะรู้ว่าข้อมูลเป็นแบบนี้แต่ไม่รู้แหล่งที่มาของข้อมูลว่าใครเป็นคนเขียนไว้ เป็นต้น
  8. การคัดลอกตามทฤษฎี (Theoretical Plagiarism) ประเภทนี้ผู้คัดลอกจะนำแนวคิด หลักการ หรือทฤษฎีของผู้อื่นมาใช้เป็นของตนเอง ทั้งที่เจ้าของแนวคิด หลักการ ยังไม่ได้มีการตีพิมพ์ผลงาน เช่น การประชุมนำเสนอผลงานทางวิชาการ นักวิชาการบางท่านนำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด แต่ยังไม่ได้นำไปตีพิมพ์เผยแพร่ แต่มีผู้เข้าร่วมรับฟังคัดลอกองค์ความรู้ดังกล่าวไปตีพิมพ์ก่อน เป็นต้น
  9. การคัดลอกโดยบรรณาธิการ (Editorial Plagiarism) การคัดลอกประเภทนี้เป็นอีกลักษณะที่พบมาก เมื่อผลงานทางวิชาการถูกส่งไปยังวารสารเพื่อรอการตอบรับการตีพิมพ์ผลงาน ผู้คัดลอกบางคนอาจเป็นคณะบรรณาธิการในวารสารฉบับนั้น ซึ่งสามารถเข้าถึงวารสารต่าง ๆ ก่อนตอบรับการตีพิมพ์ได้ และจะนำแนวคิด หลักการ ของผู้เขียนมาเป็นแนวคิดหรือหลักการในงานของตน แล้วนำไปตีพิมพ์เผยแพร่เป็นผลงานตน
  10. การคัดลอกโดยไม่เจตนา (Unintentional Plagiarism) การคัดลอกประเภทนี้ เป็นลักษณะที่ยากจะหาแหล่งที่มาของข้อมูล หรือไม่สามารถสืบค้นวารสารที่มาของผู้เขียนต้นฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานเขียนในอดีตที่ผ่านมาหลายปี อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบแหล่งที่มาให้ได้ เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้เขียนผลงานทางวิชาการโดยตรง

สรุปจากพันธุ์ธัช ศรีทิพันธุ์ บทความวิชาการเรื่อง การคัดลอกผลงานทางวิชาการ จริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญ ไฟล์เอกสาร หน้า 5-6

 “บทความที่ถอดถอนเข้าข่ายการคัดลอกประเภทไหน”

มูลเหตุหลักของการพิจารณาถอดถอน ตรงกับประเภทที่ 4 คือ การคัดลอกผลงานโดยคัดลอกผลงานตัวเอง (Self-Plagiarism) ประเภทนี้ผู้คัดลอกจะคัดลอกงานเขียนของตนเองที่เคยเขียนไว้ก่อน โดยที่ไม่อ้างอิง

 “การคัดลอกผลงานโดยคัดลอกผลงานตัวเอง มีความร้ายแรงหรือความผิดหรือไม่”

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ระบุไว้ว่า การคัดลอกผลงานตนเอง โดยนักวิจัยคัดลอกหรือนำผลงานตนเองที่เหมือนเดิม หรือเกือบเหมือนเดิม หรือนำมาเพียงบางส่วนกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มีการอ้างถึงผลงานเดิมของตน รวมทั้งนำผลงานมารายงานเพิ่มเติม หรือปรับแต่งให้ต่างไปจากเดิม เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดพลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง หรือเข้าใจว่าเป็นผลงานค้นพบใหม่ จนเกิดความผิดพลาดในการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล การกระทำนี้ถือว่าเป็นการประพฤติผิดจรรยาวิชาชีพวิจัย และนักวิจัยไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง (อ้างอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ “จรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวปฏิบัติ” 2555 หน้า 67)

“คัดลอกผลงานตนเอง (Self-Plagiarism) ผิดด้วยหรือ?”

เอกสารบทความเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ส่องใต้ ของลุงถูกต้อง (กรณีการพิจารณาของศาลปกครอง)

“แม้มิได้คัดลอกผลงานของผู้อื่น แต่การคัดลอกผลงานของตนเอง (Self-Plagiarism) ก็เป็นข้อห้ามในการจัดทำผลงานทางวิชาการและถือเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณทางวิชาการ ซึ่งผู้วิจัยหรือนักวิชาการพึงต้องตระหนักในจริยธรรมเรื่องดังกล่าว หากมีการถูกตรวจสอบพบในภายหลัง ก็อาจกระทบต่อโครงการหรืองานวิจัยนั้น ๆ รวมทั้งอาจนำไปสู่การถูกพิจารณาลงโทษทางวินัยได้”