อัศวิณีย์ ชนะคดี ศาลฎีกาพิพาษายืน ทัศนัย ผิดหมิ่นประมาท หลังสู้คดีนาน 5 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 955/2569 พิพากษายืนให้ลงโทษ ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อปี 2564
คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยกล่าวหาว่า รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดี พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเก็บงานศิลปะของนักศึกษา ทั้งที่ความจริงแล้วคณบดีร่วมกับคณะกรรมการบริหารเข้าดำเนินการจัดการป้องกันโรคไวรัสโควิด 19 ที่บริเวณพื้นที่อาคารหอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม ในขณะเข้าดำเนินการตรวจพบผืนผ้าที่มีลักษณะคล้ายธงชาติพับวางไว้ที่พื้นกลางห้องเก็บของห้องปฏิบัติการนักศึกษาซึ่งเป็นบริเวณที่จะทำความสะอาด และผืนผ้าดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย คณะกรรมการบริหารคณะจึงลงมติให้ส่งเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
รศ.อัศวิณีย์ ถูกกล่าวหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง ต่อมา รศ.อัศวิณีย์ จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 จำคุก 3 เดือน และปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี และให้รายงานตัว 3 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยลบข้อความที่หมิ่นประมาทออกจากเฟซบุ๊กภายใน 15 วัน ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
สำหรับรายละเอียดที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีหมิ่นประมาท ได้วินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งกล่าวถึงผู้เสียหายในลักษณะว่าเป็น ‘ลูกสาวศิลปินแห่งชาติ’ เป็น ‘ผู้เฝ้าหอศิลป์’ และเป็นผู้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเก็บงานศิลปะของนักศึกษา รวมถึงสื่อให้สาธารณชนเข้าใจว่าผู้เสียหายมีพฤติกรรมใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่เหมาะสมและมีอคติทางการเมืองนั้น เป็นข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย
คำพิพากษาระบุว่า ข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการกับผลงานศิลปะของนักศึกษา และเป็นบุคคลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ อันอาจทำให้ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงในสายตาของสังคม
อย่างไรก็ตาม ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่ดูแลนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเก็บงานศิลปะของนักศึกษาแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ภายในอาคารที่จัดแสดงนิทรรศการ
ศาลยังเห็นว่า จำเลยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ข้อความ ทั้งที่เนื้อหาดังกล่าวกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่ง และความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่อาจถือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนได้ แต่เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง
ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และพิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
- ศาลเชียงใหม่ยกฟ้อง ‘ทัศนัย’ โพสต์หมิ่นฯ ‘อัศวิณีย์’ ไม่ต้องจ่าย 4 ล้าน ชี้ ไม่ระบุชื่อ ลูกสาวศิลปินแห่งชาติมีหลายคน
- เปิดประวัติ ‘อัศวิณีย์’ คณบดีวิจิตรศิลป์ มช. ลูกสาวศิลปินแห่งชาติ ศิษย์เก่าดีเด่น มศก.

