หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา คอลัมน์ปิดหน้...

คอลัมน์ปิดหน้าออนไลน์ : เปิดบทพิสูจน์ ฝีมือ ศธ.ยุคใหม่ ตั้งเป้าลดภาระครู คืนสู่ห้องเรียน ทำได้จริง หรือแค่ฝันหวาน?

3.06.26 | 14:11 น.

คอลัมน์ปิดหน้าออนไลน์ : เปิดบทพิสูจน์ ฝีมือ ศธ.ยุคใหม่ ตั้งเป้าลดภาระครู คืนสู่ห้องเรียน ทำได้จริง หรือแค่ฝันหวาน?

 


‘ลดภาระครู’ กลายเป็นหนึ่งในงานหิน ที่เหล่าครูและบุคลากรทางการศึกษา ทราบดีว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาล , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ยังไม่สามารถแก้ “โจทย์ปัญหานี้” นี้ไปได้

ผ่านมาหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน แวดวงการศึกษาต่างสะท้อนปัญหาว่า “ครู” ในระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ทำหน้าที่หลักของตนเอง คือ การสอนนักเรียนให้มีความรู้ ผลิตเด็กให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม

แต่ครูกลับมีภาระอื่นที่ต้องแบกรับ จนกลายเป็นความเครียดบางรายตัดสินใจลาออก หรือบางรายเครียดถึงขั้นก่ออัตวินิบาตกรรมตนเอง!!!

Advertisement

 

กางภาระต้นเหตุทำ ‘ครู’ ไม่อยู่ห้องเรียน

ปัจจุบันครูมีภาระหลายด้านที่ต้องแบกรับ และภาระงานที่ว่านั้น “มากกว่าการจัดการเรียนการสอน” ครูต้องรับภาระตั้งแต่ งานธุรการ งานการเงิน พัสดุ งานวิชาการ งานบุคคล ไปจนถึงบริหารทั่วไป เช่น

  • งานธุรการ การจัดเก็บเอกสาร, จัดทำเอกสารต่างๆ รวมถึงข้อมูลทะเบียนนักเรียน
  • งานการเงิน จัดทำบัญชีรายรับรายงาน จัดทำเอกสารขอเบิกงบประมาณ
  • งานพัสดุจัดซื้อจัดจ้าง เข้าไปดูแลการจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างฯ โดยเข้าไปดูแลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจัดซื้ออุปกรณ์การสอน, ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวัน , การตรวจรับ ตรวจสอบพัสดุหรือการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียนและตรงสเปก
  • งานบุคคล การบริหารและดูแลงานบุคคลของโรงเรียน และการประเมินและพัฒนาบุคลากร
    นอกจากนี้ยังมีงานทั่วไป จิปาถะที่ครูรับหน้าที่มาดูแลอีก เช่น พานักเรียนไปแข่งขัน ไปประชุมสัมมนา เป็นต้น

ภาระงานเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ครูพบเจอ แม้มีภาระงานหลายอย่าง ที่คนมองว่าควรจะเป็นหน้าที่ของ “ผู้บริหารสถานศึกษา” อย่าง “ผู้อำนวยการโรงเรียน” ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้คือภาระงานที่ครูต้องเจอในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “โรงเรียนขนาดเล็ก” ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เฉพาะในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีประมาณ 14,900 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ!!!

โรงเรียนขนาดเล็กกว่า 14,900 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลงอีกด้วย จึงทำให้ครูในโรงเรียนขนาดเล็กต้องทำงานทุกอย่าง เรียกได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก “ครู=เป็นทุกสิ่ง ทำทุกอย่าง”

ปัญหาที่ตามมา คือ “ครู” ที่มีหน้าที่สอน กลับต้องมาจับงานธุรการ งานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินและการใช้งบประมาณ ที่มีกฎหมายกำกับควบคุมอยู่ เมื่อให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญ มาทำงานเหล่านี้ อาจจะทำงานพลาด จนกลายเป็นการทำผิดระเบียบราชการและผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว!!

ผลที่ตามมาคือ “ครู” ถูกดำเนินคดี ขึ้นศาล และหมดอนาคตชีวิตข้าราชการทันที!!

หน้าที่ “ครู” ที่แท้จริง คืออะไร?

หลังจากทราบปัญหาภาระหน้าที่ ที่ครูในปัจจุบันพบเจอ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วภาระหน้าที่ของครู ที่แท้จริงนั้นคืออะไร?

หน้าที่ครูนั้น แบ่งได้ดังนี้

  • จัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย เตรียมการสอน ผลิตสื่อการสอน วัดผลประเมินผลการเรียนรู้
  • อบรมสั่งสอน ให้นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรม ดูแลพฤติกรรม เป็นที่ปรึกษาแก้ไขปัญหาผู้เรียน
  • พัฒนาตนเอง กระตือรือร้นในการเรียนรู้พัฒนาตนให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเรียนการสอน เพื่อให้ตนเองสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในแต่ละยุคสมัยได้

“ครู” คือ หนึ่งในบุคคลที่กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ เพราะสิ่งที่ครูสอนนั้น เป็นมากกว่าความรู้ แต่คือ “การสร้างคน” เพราะครูเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้นำทางความคิด ผู้เป็นแบบอย่างของเด็ก และเป็นผู้ที่จะช่วยพัฒนาทักษะ อบรม บ่มเพาะ ให้ผู้เรียนเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม สอนให้ผู้เรียนกลายเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ต่อยอดพัฒนาระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้

ลองจินตนาการเมื่อ “ครู” ได้รับภาระงานต่างๆ แล้วจะมีเวลาทำสื่อการเรียนการสอน ออกแบบการเรียนรู้ และมีเวลาพัฒนาตนเองหรือ? เมื่อครูได้รับมางานต่างๆมาทำมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ครู “ห่าง” จากนักเรียน ห้องเรียน และหน้าที่ของตนมากเท่านั้น

เปิดผลวิจัยภาระหน้าที่ครู

เมื่อมกราคม 2569 ที่ผ่านมา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ท้องถิ่น เอกชน และ กทม.

พบว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่ ศธ.กำหนดไว้ถึง 37.6%

ภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน

อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง
อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง
อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง
อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง
อันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง

ขณะที่งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง ที่โรงเรียนควรมี คือ
1. นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ)
2. ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่)
3. งานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ)

นอกจากนี้งานวิจัยมองว่า ครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% สมดุลชีวิตและการทำงาน Work Life Balance มีครูถึง 63% บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและเกิดภาวะ Burnout

กางแผน-แนวทาง ‘ลดภาระครู’

เมื่อปัญหาที่ว่ามานี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานลอยๆ แต่มีงานวิจัยมารองรับ ล่าสุดเรียกความหวังให้กับเหล่าครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกครั้ง เมื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ออกมาตรการลดภาระครูอย่างจริงจัง โดยมีมาตรการดังนี้

ยกเลิก 7 โครงการ/กิจกรรม ปีการศึกษา 2570 ดังนี้

1.โครงการสถานศึกษาสีขาว
2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา
3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว
4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
5.โครงการยกระดับ OBEC Channel
6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน
7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

นอกจากนี้ ยังประกาศเดินหน้าแนวทาง “Work Smart” เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น คือ การลดภาระการดำเนินงานและการประเมิน จากเดิมเป็นหน้าที่ของโรงเรียน ต่อจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับและประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงานดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสม ได้พัฒนาตนเอง และสามารถทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรการลดภาระครูที่ ศธ.ประกาศนั้น สอดคล้องกับข้อเสนอรายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครู ของกสศ. ที่เสนอระยะสั้นที่ทำได้ทันที คือ

1.ลดภาระงานไม่จำเป็น ตัดงานเอกสารซ้ำซ้อน ปรับลดลำดับความสำคัญของงานอื่น ๆ เพื่อให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
2.กระจายงานอย่างเป็นธรรม เลี่ยงการมอบหลายๆ โครงการให้ครูเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
3.แยกงานสนับสนุนจากงานครู โดยพิจารณาจ้างบุคลากรเฉพาะทาง เช่นงานธุรการ การเงิน พัสดุ ฯลฯ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ยังบอกด้วยว่า นี่คือ “เฟสแรก” เท่านั้น!!! และจะมีนโยบาย ปรับ ลด และยกเลิกภาระครูที่ไม่จำเป็น ในเฟสต่อไปอีกเรื่อยๆ

หลังจากประกาศไป เรียกความหวังให้กับคนวงการศึกษาอย่างมาก เพราะครั้งนี้เห็นได้ชัดเจนว่า “ประเสริฐ” และ “อัครนันท์” 2 รัฐมนตรี ศธ. จากพรรคเพื่อไทย (พท.) เอาจริงเอาจัง มุ่งลดปัญหาให้ครูทั่วประเทศอย่างจริงจัง

แม้จะมีเสียงกังวลที่ตามมาว่า แม้จะยกเลิก 7 โครงการที่ไม่จำเป็นแล้ว จะมีชื่อโครงการใหม่เข้ามาแทนที่หรือไม่? ซึ่งได้รับการยืนยันจาก รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. อย่างหนักแน่นว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่มีแน่นอน”

หวังว่าแนวทาง “Work Smart” ของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. จะช่วยลดภาระครูได้จริง แก้ปัญหาที่ค้างคามานานกว่าสิบปี เพื่อให้ครูกลับห้องเรียน พัฒนาตนเอง พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้เสียที!