‘อัมพร’ หนุนยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯใหม่ แนะถอดบทเรียนฉบับปี42 หวังปฏิรูปรวดเร็ว

4.06.26 | 09:00 น.

นายอัมพร พินะสา ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาร (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบ ยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่นำร่างพ.ร.บ.ฉบับ660/2564 เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จะต้องสอดรับกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการเรียนรู้ รวมถึง ต้องรองรับความแตกต่างของผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดพื้นที่ให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์อนาคต โดยได้ตั้งคณะยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ และคณะที่ปรึกษา เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จทันเปิดสมัยประชุมสภาฯในเดือนธันวาคม 2569 โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้ปลายปี2570 นั้น ตนได้เข้าร่วมเสนอความเห็นในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง  ซึ่งภาพรวมมองคล้ายกันว่า ร่างกฎหมายที่เคยผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ต่างยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ดังนั้น จึงไม่ควรยึดร่างใดร่างหนึ่งเป็นหลัก แต่ควรนำ พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับปี2542 มาวิเคราะห์เพื่อถอดบทเรียน หาข้อดี ข้อเสีย และสาเหตุที่ทำให้การศึกษาไทยยังไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนนำจุดแข็งของร่างที่เคยผ่าน ครม. มาผสมผสานเพื่อจัดทำกฎหมายฉบับใหม่

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ควรให้กฎหมายฉบับใหม่ เป็นกฎหมายของคนไทยทุกคน และเป็นแม่พิมพ์ด้านการศึกษาว่าด้วยสิทธิและแนวทางการศึกษา ส่วนการบริหารจัดการของหน่วยงานต่างๆ ควรแยกเป็นกฎหมายลูก เช่น ถ้าการศึกษาโดยรัฐ ออกเป็นกฎหมายว่าด้วยการศึกษาโดยรัฐ ถ้าการศึกษาโดยเอกชน ออกเป็นกฎหมายว่าด้วนการศึกษาโดยเอกชน เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น

“ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยคือ หลักสูตรที่ยังขาดความชัดเจน ดังนั้น อาจต้องไปดูว่า จำเป็นต้องจัดตั้งองค์กรหรือสถาบันเฉพาะด้านหลักสูตรขึ้นหรือไม่ เพื่อกำหนดทิศทางการเรียนรู้และสร้างสมรรถนะให้คนไทยเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ส่วนระยะเวลาการยกร่างนั้น มองว่า ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าความรวดเร็ว โดยก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน หากเร่งรัดให้กฎหมายคลอดเร็ว แต่เนื้อหาไม่มีคุณภาพ จะสร้างปัญหาใหม่ซ้ำซ้อน” นายอัมพร กล่าว