‘ประเสริฐ’ ดันอาชีวะไทย-จีน มาตรฐานโลกตั้งเป้า 1 ล้านคน ใน 5 ปี ตอบโจทย์แรงงานสากล
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน – ไทย 210 สาขา” ครั้งที่ 6 (The 6 Workshop on China – Thailand Vocational Education Cooperation “210 Majors” Project) โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) , สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคมและประธานสถาบันขงจื่อ เส้นทางสายไหมทางทะเล และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน – ไทย 210 สาขา ครั้งที่ 6 ถือเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคน ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอาชีวศึกษาสู่มาตรฐานสากล ปัจจุบัน โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (Ai) และการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ทุกประเทศต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะและทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยอาชีวศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการผลิตและพัฒนากำลังคน เพื่อรองรับเป้าหมายของอุตสาหกรรมทั้งระบบดิจิทัลและ AI ระบบราง ยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์พลังงานสะอาด หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการบริการและการท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ ทักษะวิชาชีพ และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า เรื่องที่เคยทำสำเร็จเป็นรูปธรรม คือ การพัฒนาหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวช.) จำนวน 19 สาขา การพัฒนาหลักสูตรทวิวุฒิไทย – จีน การบูรณาการภาษาจีนเชิงวิชาชีพ ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือ ด้านอุตสาหกรรมและการศึกษาในสาขายุทธศาสตร์แห่งอนาคต ในส่วนของโครงการ 210 สาขากับนโยบายของศธ. ทางศธ.เองมีนโยบายที่จะยกระดับอาชีวศึกษาไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ที่เรียกว่า All for Education โดยมีเป้าหมายให้ได้ 1 ล้านคน ภายในระยะเวลา 5 ปี ทำให้ผู้เรียนมีทักษะที่ตลาดแรงงานของทั้งสองประเทศมีความต้องการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงานระดับนานาชาติ และนโยบาย AI Literacy ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดภาระงานครู
“สำหรับทิศทางในอนาคต มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือใน 3 เรื่อง คือ 1. ขยายสาขายุทธศาสตร์ใหม่ ระบบราง พลังงานสะอาด และดิจิทัลเทคโนโลยี ต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรร่วมกันเพื่อให้ทันกับความต้องการของ EEC และอุตสาหกรรมของไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป , 2. การบูรณาการภาคเอกชนเข้ากับหลักสูตร ต้องให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งไทยและจีนมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรในอนาคต รับนักศึกษาฝึกงาน และการจ้างงานหลังเรียนจบ และ 3. การพัฒนาครูควบคู่กัน โดยเป็นการพัฒนาโปรแกรมหลักสูตรในการพัฒนาครู เพื่อนำความรู้ไปใช้สอนต่อผู้เรียน” นายประเสริฐ กล่าว

นายยศพล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับบริษัท ถัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด และภาคีเครือข่ายความร่วมมือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาอาชีวศึกษา ตลอดจนกำหนดทิศทางความร่วมมือในระยะต่อไปเพื่อร่วมกันพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโลกในอนาคต
นายยศพล กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2561 สอศ.ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือทวิวุฒิไทย-จีน เพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสถานศึกษาอาชีวศึกษาของไทยเข้าร่วมจากทุกภูมิภาคของประเทศ และเชื่อมโยงความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนจำนวนมาก ครอบคลุมสาขาวิชาสำคัญ อาทิ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ แมคคาทรอนิกส์ ยานยนต์สมัยใหม่และยานยนต์พลังงานใหม่ ระบบรางโลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยีดิจิทัล การท่องเที่ยว โรงแรม และเกษตรสมัยใหม่

“สำหรับโครงการทวิวุฒิไทย-จีน ระหว่างปี 2561-2567 ฝ่ายจีนได้สนับสนุนทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 3,421 ทุน มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการสะสมจำนวน 1,760 คน และปัจจุบันยังคงศึกษาอยู่ในโครงการจำนวน 1,327 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้เรียนและคุณภาพของการดำเนินงาน ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2566-2567 มีการขยายตัวสูงที่สุด ทั้งด้านจำนวนทุนสนับสนุนและจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการความร่วมมือระยะสั้นไทย-จีน ระหว่างปี 2564-2567 ครอบคลุมการพัฒนาทักษะภาษาจีน วิชาชีพเฉพาะทางเทคโนโลยีดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ ระบบราง การผลิตอัจฉริยะ และ Big Data โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากฝ่ายจีนจำนวน 1,427 ทุน มีผู้เข้าร่วมโครงการรวม 1,216 คน และมีผู้เข้าร่วมคงอยู่ในระบบถึง 1,209 คน หรือเกือบร้อยละ 100 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของโครงการในการพัฒนา ศักยภาพผู้เรียนและสร้างแรงบันดาลใจสู่การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น” นายยศพล กล่าว


