รายงาน : ไขปริศนามนุษย์ 16,000 ปี ด้วยแสงซินโครตรอน

16.06.26 | 11:14 น.

แสงซินโครตรอน มีบทบาทสำคัญในการไขปริศนาอารยธรรมโบราณของมาเลเซีย หลังคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซียนำตัวอย่างภาชนะดินเผาอายุราว 16,000 ปี ซึ่งขุดพบจากแหล่งฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ในหุบเขาเนงกีรี มาศึกษาเชิงลึกที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำตัวอย่างโบราณคดีของมาเลเซียมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน เพื่อค้นหาข้อมูลระดับโมเลกุลที่ห้องปฏิบัติการทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมวิเคราะห์ตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณอายุ 16,000 ปี จากคณะนักวิจัยมาเลเซีย ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกที่ขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการทั่วไปไม่สามารถทำได้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีแสงขั้นสูงมาใช้วิเคราะห์ตัวอย่างทางโบราณคดีของมาเลเซียเป็นครั้งแรก โดยพบร่องรอยแร่ธาตุและอินทรียวัตถุในภาชนะดินเผาโบราณ

ภายในถ้ำหินปูนกว่าสิบถ้ำที่แทรกตัวอยู่ในหุบเขาเนงกีรี (Nenggiri Valley) ที่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปกว่า 200 กิโลเมตร นักโบราณคดีมาเลเซียได้ขุดสำรวจพบโครงกระดูก 16 ร่าง โดยเกือบทั้งหมดนอนอยู่ในท่าขดตัว ซึ่งเป็นลักษณะของการฝังศพในยุคก่อนยุคหินใหม่ ที่มีอายุประมาณ 14,000-16,000 ปี โดยรอบๆ หลุมฝังศพยังพบกระดูกสัตว์และเศษภาชนะดินเผากระจัดกระจายอยู่รอบๆ ซึ่งร่องรอยที่หลงเหลือนี้เก็บเรื่องราวของมนุษย์ในยุคโบราณไว้ การค้นพบดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ในมาเลเซียและเป็นจุดเริ่มต้นของการแกะร่องรอยแห่งอดีตเพื่อสืบรู้ความเป็นมาของคนยุคปัจจุบัน

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย (University of Putra Malaysia) ได้แก่ โมห์ด
บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน (Professor Mohd Busyaruddin Bin Abdul Rahman) ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี, เช อาซูราฮานิม เช อับดุลลาห์ (Assoc. Prof. Che Azurahanim Che Abdullah) ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ และโมห์ด โรไฮซัต อับดุล วาฮับ (Dr. Mohd Rohaizat Abdul Wahab) ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ได้นำตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณที่ขุดพบจากหลุมศพดังกล่าว มาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จังหวัดนครราชสีมา

Advertisement

“ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของนักโบราณคดีจากมาเลเซียในการนำตัวอย่างทางโบราณคดีของประเทศมาเลเซียมาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอน โดยนำมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวอย่างในระดับโมเลกุลทางเคมี เช่น หมู่ฟังก์ชั่นทางเคมี รวมถึงอาจตรวจพบฟอสเฟต และแร่ธาตุอื่นๆ ที่ถูกค้นพบภายในตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณ เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจในชีวิตของมนุษย์ยุคโบราณในอดีตได้ดียิ่งขึ้น” โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน ยังกล่าวเสริมว่า การใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์ตัวอย่างด้วยเทคนิคอินฟราเรดไมโครสเปคโตรสโกปี (FTIR microspectroscopy: SR-mIR) ให้ข้อมูลทางเคมีที่อาจไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยเครื่องมือในห้องปฏิบัติการทั่วไป ทางคณะวิจัยให้ความสำคัญในการศึกษาหาส่วนประกอบหรือหมู่ฟังก์ชั่นจากข้อมูลสเปกตรัมอินฟราเรด รวมถึงการศึกษาการกระจายตัวเชิงพื้นที่ของโมเลกุล เพื่อให้สามารถศึกษารูปแบบการบริโภคอาหาร และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต โดยเฉพาะในยุคก่อนนีโอลิธิก ซึ่งแหล่งโบราณคดีนี้คาดว่ามีอายุประมาณ 16,000 ปี

ผลจากการวิเคราะห์เบื้องต้นทางคณะพบว่าตัวอย่างภาชนะดินเผานั้นเนื้อมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกา เคโอลิไนต์ (แร่ดินเหนียวสีขาว) และควอตซ์ ซึ่งเกิดการที่ธาตุซิลิคอนหรือธาตุอะลูมิเนียมในดินเผาถูกทำให้กลายสภาพจากกระบวนการทางเคมีระหว่างการเผาหรือฝังศพ และพบอินทรียวัตถุประเภทเรซิน ซึ่งนักวิจัยต้องใช้ข้อมูลนี้ไปประกอบการวิเคราะห์ด้วยวิธีการอื่นๆ ต่อไป โดย ศ.โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน คาดหวังว่าการนำตัวอย่างชุดแรกมาศึกษาด้วยเทคนิคซินโครตรอนนี้จะเป็นก้าวแรกของการนำตัวอย่างโบราณคดีอื่นๆ มาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนมากขึ้น

“จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของผม การใช้แสงซินโครตรอนช่วยให้สามารถวิเคราะห์ในระดับโมเลกุลพื้นฐานมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจในระดับอะตอมหรือโมเลกุล จึงอยากส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่ในมาเลเซียและทั่วโลกมาใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิจัย และถือเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านงานวิจัยระหว่างประเทศมาเลเซียและประเทศไทยขึ้นไปอีกระดับ” ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจากมาเลเซีย กล่าว

ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และรูปแบบการบริโภคของมนุษย์เมื่อหลายหมื่นปีก่อนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนในฐานะเครื่องมือวิจัยชั้นสูงที่สามารถตอบโจทย์งานโบราณคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและมาเลเซีย และเปิดประตูสู่การศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในระดับลึกมากยิ่งขึ้นในอนาคต