เปิดใจ ‘นสพ.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม’ DNA สีเขียว ว่าที่อธิการบดี ม.เกษตรฯ

23.06.26 | 09:00 น.

หมายเหตุมติชน สัมภาษณ์ นสพ.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม ว่าที่อธิการบดี ม.เกษตรฯคนใหม่ ถึงทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ก้าวต่อไปของ ม.เกษตรฯ ต่อจากนี้?

“วันนี้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น ก้าวใหม่ของ ม.เกษตรฯ จะเป็นก้าวของการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง โดยปี 2570 ม.เกษตรฯ จะครบรอบ 84 ปี ถือเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์มามาก การวางแผนการทำงานในอีก 4 ปีข้างหน้า จะเป็นการวางแผนเพื่อให้มหาวิทยาลัยก้าวข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภานนอก โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศ เพื่อทำให้ประเทศได้รับประโยชน์ ขณะเดียวกัน ยังมีภารกิจในการสร้างคนที่มีสมรรถนะสูงและมีความสามารถ ไม่ใช่แค่เด็กรุ่นใหม่ แต่รวมถึงคนไทยทุกช่วงวัย ม.เกษตรฯ คือมหาวิทยาลัยของคนไทยทุกคน การใช้ประโยชน์จากมหาวิทยาลัยจะเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 4 ปีต่อจากนี้ การดำเนินงานต่างๆ ต้องตอบโจทย์ของประเทศ อยากเห็น ม.เกษตรฯ เป็นที่พึ่งของคนไทย ตรงนี้เป็นโจทย์ของการบริหารที่ต้องเข้าไปดำเนินการต่อ”

จุดเน้นในการเรียนการสอน จะเปลี่ยนไปหรือไม่?

“ม.เกษตรฯ เป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีนิสิตจำนวนมากกว่า 73,000 คน ถ้าเทียบจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตอนนี้เป็นอันดับ 3 รองจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แม้จุดเริ่มต้นจะเน้นในเรื่องของการเกษตร แต่ปัจจุบันได้ขยายสาขาให้มีความหลากหลายมากขึ้น ครึ่งหนึ่งเป็นศาสตร์ทางด้าน Social Science มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ และด้านการแพทย์ โดยผมจะให้คำนิยามการทำงานจากนี้ว่า Syndication คือ เราจะต้องบูรณาการทุกศาสตร์ร่วมกัน เพราะทุกวันนี้ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของประเทศได้ ดังนั้น จึงต้องบูรณาการการทำงานในทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน ทำให้ Productivity ของมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศ”

ยุคนี้ AI มาแรง บูรณาการร่วมกับหลักสูตรอย่างไร?

“วันนี้เราไม่สามารถปฏิเสธ AI ได้อีกต่อไป ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาศึกษาทั่วไป เพื่อให้นิสิตทุกคนมีความรู้พื้นฐาน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง อย่างไรก็ตาม AI เป็นเพียงเครื่องมือ ขณะที่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็น “Human Intelligence” หรือความฉลาดของมนุษย์ เราต้องสร้างคนที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะเรื่อง Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้”

เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างไร?

“ผู้เรียนของมหาวิทยาลัยในอนาคตไม่ใช่เฉพาะนักเรียนที่เพิ่งจบมัธยมศึกษาอีกต่อไป แต่เป็นคนทุกช่วงวัยที่ต้องการพัฒนาตนเอง ผ่านแพลตฟอร์มในรูปแบบต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากการอัพสกิล รีสกิล แล้วรูปแบบการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่ได้เน้นเรียนเพื่อใบปริญญา แต่เน้นในเรื่องของสมรรถนะของผู้เรียน ในรูปแบบโมดูลต่างๆ เสมือนเป็นการมาทำงานแบบสร้างสรรค์ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของกระบวนการทั้งหมด ส่วนใบปริญญาจะเป็น Priority รองลงมา”

Advertisement

ทิศทางงานวิจัยของมหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไร?

“แม้มหาวิทยาลัยจะมีศาสตร์หลากหลายแขนง แต่ภารกิจสำคัญด้านการเกษตรยังคงเป็นหัวใจหลัก งานวิจัยในอนาคตต้องตอบโจทย์ประเทศและเกษตรกร ไม่ใช่ตอบโจทย์เฉพาะนักวิจัย เราจะใช้จุดแข็งของมหาวิทยาลัยในการสร้างระบบนิเวศทางการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด โดยจะพยายามสร้าง Ecosystem ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้องค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยที่มีอย่างครบถ้วนครบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรของประเทศ ป่าไม้ การเลี้ยงสัตว์ การประมง รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นจุดเด่น แต่ ม.เกษตรฯ ไม่ได้มีแค่สาขาดังกล่าว ยังมีสาขาอื่นๆ ที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

มีกระแสวิจารณ์ว่า ม.เกษตรฯ กำลังหลงลืมรากฐานด้านการเกษตร?

“ไม่เป็นความจริง ม.เกษตรฯ ไม่เคยทิ้งเรื่องการเกษตร สิ่งแวดล้อม หรือเกษตรกร ในทางตรงข้ามเราพัฒนาศาสตร์ดังกล่าวให้มีความเข้มแข็งในทุกมิติของภาคเกษตร และจะใช้ความเข้มแข็งนั้นสร้างประโยชน์ให้ประเทศต่อไป โดยปัจจุบันมีคณะที่เกี่ยวกับเกษตรอยู่ครบทั้ง 4 วิทยาเขต จัดการเรียนการสอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับด้านสุขภาพของประชาชนที่ต้องเริ่มจากการเกษตรที่ดีจะนำไปสู่สุขภาพที่ดี ความเป็นอยู่ที่ดี สังคมที่สงบสุข เป็นเรื่อง Well-being ของสังคม ม.เกษตรฯ มีทรัพยากรจำนวนมาก แต่การทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ม.เกษตรฯ เพียงมหาวิทยาลัยเดียวไม่สามารถทำได้ ต้องจับมือกับทุกภาคส่วน”

มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทด้าน Wellness อย่างไร?

“จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี คือ อาหาร ม.เกษตรฯ มีศักยภาพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์สุขภาพ และมนุษยศาสตร์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้าน Wellness อย่างครบวงจร เราจะบูรณาการ Wellness กับภาคการเกษตร และวิทยาศาสตร์ เพราะวันนี้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ลงไปลึกถึงเรื่องจีโนม หรือกรรมพันธุ์ต่างๆ สามารถใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ นำพืชผักมาสกัดเป็นสารและสมุนไพรทางเลือกใหม่เพื่อดูแลสุขภาพ ให้คนมีอายุที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งกายและใจ เชื่อว่า Wellness จะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย”

เด็กยุคใหม่ยังสนใจเรียนเกษตรอยู่หรือไม่?

“ภาพลักษณ์เดิมของเกษตรกรยังเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เด็กสนใจเรียนการเกษตรน้อยลง แต่เชื่อว่าการเกษตรยุคใหม่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เกษตรกรยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักกลางแดดเหมือนในอดีต แต่ใช้เทคโนโลยี ข้อมูล การตลาด และนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ทุกวันนี้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้และมีความมั่นคง หากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบและปรับตัวเป็นการเกษตรสมัยใหม่ อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่น ยุโรป อิสราเอล ฯลฯ ส่งผลให้เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี สร้างความภาคภูมิใจ แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีองค์ความรู้ตั้งแต่การผลิต การตลาด สภาพภูมิอากาศ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การเกษตรยุคใหม่ ไม่ต้องเหนื่อยทำงานตากแดด ตากฝนเช่นสมัยก่อน ที่สำคัญมูลค่าการเกษตรจะเกิดขึ้นถ้ามีการวางแผนการตลาดเชื่อมโยงด้านพาณิชย์และด้านบริหารธุรกิจเข้ามาผนวก ทำให้เกิดองค์ความรู้สามารถบริหารจัดการสินค้าทางการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ยุคก่อนเราผลิตอาหารให้ได้ปริมาณมาก เพื่อให้เพียงพอต่อประชากร ต่อมาเป็นเรื่องการกินอาหารที่มีความปลอดภัย วันนี้กินอาหารอย่างไรให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นลักษณะสุขภาพองค์รวมและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการผลิต เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างคน สิ่งแวดล้อม และสัตว์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้”

ในฐานะอดีตคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ภูมิใจเรื่องใดมากที่สุด?

“ผมเป็นอดีตคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ เป็นเวลา 8 ปี โดยธรรมชาติของวิชาชีพมีความหลากหลาย สามารถทำงานได้ทั้งภาคผลิตทางการเกษตร สุขภาพคน สิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า ซึ่งยังคงเป็นสาขาที่นิยมของนักเรียนที่ต้องการเรียนทางสายนี้ วันนี้คณะสัตวแพทย์ ม.เกษตรฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานโลก คือ AVBC (Australasian Veterinary Boards Council) เป็นองค์กรที่รับรองมาตรฐานของคณะสัตวแพทย์ เป็นที่น่ายินดีเพราะต่อไป ผู้ที่จบจากคณะสัตวแพทย์ ม.เกษตรฯ สามารถไปทำงานที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ได้ โดยที่ไม่ต้องไปสอบใบประกอบวิชาชีพของประเทศนั้น เพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับนิสิตของเราและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในเวทีนานาชาติ”

ม.เกษตรฯ ในยุคของ นสพ.คงศักดิ์ จะเป็นอย่างไร?

“ผมไม่ได้มองว่ามหาวิทยาลัยจะก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยคนคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และอธิการบดี ม.เกษตรฯ ทุกคนที่ผ่านมามีความตั้งใจและพยายามพัฒนามหาวิทยาลัยมาโดยตลอด การพัฒนาเรื่องต่างๆ ในแต่ละช่วงขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของประเทศ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือ ดีเอ็นเอของความเป็น ม.เกษตรฯ ที่พยามยามทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประชาชน โดยลงมือปฏิบัติจริง มีศิษย์เก่าที่เติบโตไปเป็นผู้บริหารหรือผู้กำหนดนโยบายของประเทศ แต่ยังคงภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่เข้าถึงได้ง่าย ดังนั้น ในยุคที่ นสพ.คงศักดิ์มาเป็นอธิการบดี ดีเอ็นเอก็คงไม่เปลี่ยน”

ถือเป็น นสพ.คนแรกไหมที่ได้เป็นอธิการบดี?

“ผมเป็นคณบดีจากคณะสัตวแพทย์คนแรกที่ได้เป็นอธิการบดี ม.เกษตรฯ มหาวิทยาลัยให้โอกาสผมอย่างมากในการเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มีโอกาสสั่งสมประสบการณ์ ทั้งในเรื่องทักษะการบริหารบวกกับคาแร็กเตอร์ของวิชาชีพทางด้านสัตวแพทย์ จึงออกมาเป็นภาพลักษณ์ที่คิดว่าจะสามารถทำงานร่วมกับคณาจารย์ บุคลากร นิสิต รวมถึงศิษย์เก่าทุกคนในการพัฒนามหาวิทยาลัย ขอย้ำว่า ม.เกษตรฯ เป็นมหาวิทยาลัยของทุกคน ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ ม.เกษตรฯ เป็นแบบไหน สามารถแนะนำได้ ผมมีหน้าที่ทำให้ความคาดหวังของบุคลากรและประชาชนทุกคนสำเร็จลุล่วง”

เป็นลูกหม้อของ ม.เกษตรฯ มาตั้งแต่สมัยเรียน?

“กรีดเลือดมาก็เป็นสีเขียว ผมเรียนจบปริญญาตรี โท และเอก ที่ ม.เกษตรฯ และมีโอกาสได้เดินทางไปศึกษา เรียนรู้ ทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในหลายประเทศ ขณะเดียวกันยังได้ไปประจำอยู่ในแต่ละวิทยาเขตมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อหลอมตัวตน ทำให้เกิดมุมมองการบริหารงานที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

อยากฝากอะไรถึงนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย?

“ม.เกษตรฯ เป็นสถาบันที่สั่งสมองค์ความรู้ บุคลากร และทรัพยากรที่มีคุณค่าไว้เป็นจำนวนมากตลอดระยะกว่า 84 ปี โจทย์สำคัญในช่วง 4 ปีจากนี้ คือการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมหาวิทยาลัย สังคม และประเทศ ภารกิจหลักของเราคือการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่าหากเราสามารถเชื่อมโยงศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ ม.เกษตรฯ จะก้าวไปสู่อีกขั้นของการพัฒนา และมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการขับเคลื่อนประเทศ

สิ่งที่ผมอยากเห็น คื อการที่ ม.เกษตรฯ ยังคงเป็นเสาหลักด้านการเกษตรของประเทศ พร้อมกับเดินหน้าพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยในทุกศาสตร์อย่างเข้มแข็ง ภายใต้ปรัชญาสำคัญของมหาวิทยาลัยที่ว่า ‘เกษตรศาสตร์ เพื่อความอยู่ดี กินดีของประชาชน’ ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่เราทุกคนต้องร่วมกันขับเคลื่อน”

หลักคิดหรือแนวทางในการทำงาน?

“ส่วนตัวยึดหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการทำงานโดยตลอด สำหรับการทำหน้าที่อธิการบดี ม.เกษตรฯ ในครั้งนี้ ผมมองว่าไม่ใช่การเข้ามาเป็นผู้นำเพียงคนเดียว แต่เป็นการเข้ามารับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และผสานความร่วมมือจากคณาจารย์ บุคลากร นิสิต ศิษย์เก่า ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง ผมเชื่อว่าการพัฒนามหาวิทยาลัยจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมในการคิด ร่วมสร้าง และร่วมพัฒนาองค์ความรู้ไปด้วยกัน ดังนั้น หลัก ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ ในมุมมองของผม จึงหมายถึงการเข้าใจผู้คน เข้าถึงความต้องการและปัญหาที่แท้จริง ก่อนนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์อนาคต โดยยึดแนวคิดว่าทุกคนคือผู้นำและเป็นพลังสำคัญในการร่วมกันพัฒนามหาวิทยาลัย”