ศธ. คิกออฟ Thailand Zero Dropout ชู ‘Sisaket’ TZD Model ปูทางโมเดลความสำเร็จส่งต่อทั่วอีสาน
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ จังหวัดศรีสะเกษ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick-off การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) โดยมี นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า ผมไม่ได้มองงานในวันนี้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการศธ.เพียงอย่างเดียว แต่ผมมองด้วยใจของคนที่เคยนั่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลายเป็นศูนย์ระดับชาติมาตั้งแต่ต้น นับตั้งแต่วันที่เราเริ่มประชุมนัดแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 จนถึงวันนี้ ผมเห็นพัฒนาการของนโยบายนี้มาด้วยตาตัวเอง และผมภูมิใจที่จะบอกว่า สิ่งที่เราตั้งใจไว้ตอนเริ่มต้น กำลังเป็นจริงขึ้นทุกวัน เมื่อเริ่มต้นโครงการนี้ ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอยู่ราวหนึ่งล้านคน วันนี้ตัวเลขนั้นลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่ลดลงเอง แต่เป็นผลจากความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทุกจังหวัด ทุกชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดศรีสะเกษแห่งนี้ด้วย
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ผมติดตามด้วยความชื่นชมมาโดยตลอด ท่านได้บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสังคม สาธารณสุข แรงงาน ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และภาคประชาสังคมอย่างจริงจัง ภายใต้โมเดล “Sisaket TZD Model” ผ่านกลไกการทำงานอย่างเป็นระบบถึง 5 ด้าน ทั้งการใช้ข้อมูลเป็นฐาน การบูรณาการระดับพื้นที่ การดูแลช่วยเหลือเป็นรายกรณี การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชน

“สิ่งที่ผมขอชื่นชมคือความตรงไปตรงมาของข้อมูลในปีการศึกษา 2568 ศรีสะเกษพบเด็กและเยาวชนนอกระบบ รวมทั้งสิ้น 8,322 คน แบ่งเป็น กลุ่มที่เคยอยู่ในระบบ TZD เดิม 1,912 คน (22.97%) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดูแลต่อเนื่อง และกลุ่มที่ตกหล่นรายใหม่อีกถึง 6,410 คน (77.03%) ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าทีมศรีสะเกษกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด และผมเข้าใจดีว่าพื้นที่ที่พบปัญหาสูงสุดอย่างกันทรลักษ์ ขุขันธ์ ขุนหาญ เมืองศรีสะเกษ และภูสิงห์ ศรีรัตนะ ล้วนเป็นพื้นที่ชายแดน ชนบทห่างไกล มีทั้งความยากจนและการเคลื่อนย้ายแรงงานสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่าพื้นที่ทั่วไปจริง ๆ” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ในปีงบประมาณ 2569 นี้ เราจะพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ 5 แสนคนทั่วประเทศ และในปีงบประมาณ 2570 อีก 1 ล้านคนวันนี้ผมจึงขอมอบนโยบายให้จังหวัดศรีสะเกษเดินหน้าตามกรอบเป้าหมายนี้อย่างจริงจัง ใน 4 เรื่องด้วยกัน คือเรื่องแรก ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งเชื่อมโยงและกรอกข้อมูลเด็กนอกระบบเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางให้ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันที่สุด เพราะข้อมูลที่แม่นยำคือจุดเริ่มต้นของการค้นหาเด็กทุกคนให้เจอไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนในจังหวัดก็ตาม , เรื่องที่สอง ขอให้ใช้มาตรการ Learn to Earn หรือการเรียนที่มีรายได้ระหว่างเรียน เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงเด็กที่หลุดจากระบบเพราะปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวให้กลับเข้ามาเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ดึงกลับมาเฉยๆ แต่ต้องให้เขาเห็นโอกาสในชีวิตจริงๆ , เรื่องที่สาม ขอให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดศรีสะเกษทำงานเป็นเนื้อเดียวกันต่อไป ลงพื้นที่เชิงรุก ติดตามเด็กเป็นรายบุคคล ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว ตามปณิธาน ‘บ่ถิ่มกัน’ ที่ทุกท่านยึดถือ และเรื่องที่สี่ ขอให้ความสำเร็จของศรีสะเกษในวันนี้ ถูกถอดบทเรียนและส่งต่อให้จังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับที่ศรีสะเกษเองก็สามารถเรียนรู้จากต้นแบบของจังหวัดอื่นได้เช่นกัน เพราะภารกิจนี้ไม่มีใครทำคนเดียวได้สำเร็จ

“การจัดกิจกรรมในวันนี้ ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันอีกครั้ง ว่าเราจะ ‘ไม่หยุด’ เดินหน้า จนกว่าเด็กทุกคนในจังหวัดนี้ จะได้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเขาเอง และเชื่อมั่นว่า ‘ศรีสะเกษ’ จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบความสำเร็จของ Thailand Zero Dropout ที่ทั้งประเทศจะได้เรียนรู้ต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว






