‘นักวิชาการ’ ชี้ผลIMD ขยับดีสุดในรอบ20ปี จี้ ศธ. ปฏิรูปใหญ่

23.06.26 | 15:23 น.

‘นักวิชาการ’ ชี้ผลIMD ขยับดีสุดในรอบ20ปี จี้ ศธ. ปฏิรูปใหญ่

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD) ประจำปี 2569 ที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ของโลก เพิ่มขึ้น 4 อันดับจากปีก่อน ขณะที่ปัจจัยย่อยด้านการศึกษาขยับขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52 ของโลก นั้น ถือเป็นการจัดอันดับด้านการศึกษาที่ดีที่สุดของไทยในรอบ 20 ปี และนับเป็นข่าวดีของวงการศึกษาไทย ตัวชี้วัดสำคัญหลายด้านมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งอัตราการรู้หนังสือ งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียน และมุมมองของภาคธุรกิจที่มีต่อระบบการศึกษา สะท้อนว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะด้านแรงงานทักษะสูงที่ลดลง 8 อันดับ และทักษะภาษาที่ลดลง 5 อันดับ

“ที่ผ่านมา การศึกษาไทยถูกจัดอันดับอยู่ในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจมาโดยตลอด จนหลายคนหมดหวังกับระบบการศึกษาไทย ดังนั้น การที่อันดับการศึกษาดีขึ้นจึงถือเป็นการจุดประกายความหวังสำคัญ คำถาม คือ ข่าวดีครั้งนี้ จะเป็นเพียงพลุที่สว่างวาบท่ามกลางความมืดมน หรือจะเป็นตะเกียงที่ส่องสว่างให้ทุกฝ่ายตื่นตัวและร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษาไทยอย่างจริงจัง” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ยังเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อใช้จุดแข็งที่มีอยู่มาขับเคลื่อนการศึกษาไทย แนวทางแรก คือ การยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นนโยบายสำคัญของประเทศ และเชื่อมโยงกับระบบอุดมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากทุนมนุษย์และความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันโดยตรง จึงต้องเดินหน้าพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยให้มีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งในด้านงบประมาณการวิจัย เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แนวทางที่สอง คือ การผลักดันร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….ฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นการออกแบบโครงสร้างและสถาปัตยกรรมทางการศึกษา โดยมีหลักการสำคัญ คือ การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รวมถึงการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในระบบการศึกษา ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องมีเอกภาพในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ส่วนแนวทางที่สาม คือ การขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในโลกยุคปัจจุบัน รองรับการรีสกิลและอัพสกิล โดยบูรณาการองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และเจตคติหรือคุณลักษณะ เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้เรียน

“หากรัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว ไม่ยึดติดกับระบบราชการมากเกินไป และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเชื่อมโยงหลักสูตรฐานสมรรถนะเข้ากับการพัฒนาทุนมนุษย์และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษาไทย ทั้งครูและผู้บริหารจะเกิดความตื่นตัว พร้อมปรับตัวจากระบบการศึกษาแบบเดิมไปสู่ระบบการศึกษาที่ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้เรียน การมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา และตอบโจทย์ความต้องการของโลกอนาคต” นายสมพงษ์ กล่าว