สภามจร ไฟเขียว พระพรหมวัชรธีราจารย์ นั่งอธิการบดี ต่อเป็นสมัยที่ 3

24.06.26 | 15:49 น.

สภามจร ไฟเขียว พระพรหมวัชรธีราจารย์ นั่งอธิการบดี ต่อเป็นสมัยที่ 3

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พระเทพวัชรสารบัณฑิต (เจ้าคุณประสาร) รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในฐานะเลขานุการสภามหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมจร ที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย โดยมีพระพรหมบัณฑิต อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายบรรพชิต เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา พร้อมด้วยคณะกรรมการทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์รวม 7 ท่าน ได้ประชุมเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เสนอชื่อ พระพรหมวัชรธีราจารย์ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ วันจันทร์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ กทม. รองแม่กองบาลีสนามหลวง รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รองเจ้าคณะภาค 5 ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร และให้เสนอชื่อเพื่อให้สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบต่อไปนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เวลา 13.00 น. ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ พระพรหมวัชรธีราจารย์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมจร และให้ฝ่ายเลขานุการสภามหาวิทยาลัยดำเนินการเพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งอธิการบดี ต่อไป

พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวต่อว่า การสรรหาอธิการบดีครั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับใหม่ปี พ.ศ.2569 ที่สอดรับกับระบบธรรมาภิบาล คือ มีกรรมการสัดส่วนจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายบรรพชิต เช่น พระพรหมบัณฑิต และพระพรหมโมลี เป็นกรรมการ มีพระเถระที่มีตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่เจ้าคณะภาคขึ้นไป มีพระพรหมวขิรานุวัตร เป็นกรรมการ มีกรรมการจากสัดส่วนสภาวิชาการที่เป็นผู้บริหารระดับสูง แต่ต้องไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มีพระสุธีรัตนบัณฑิต และพระราชญาณวชิรเวที เป็นกรรมการ ส่วนคฤหัสถ์นั้น ศาสตราจารย์ พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ มาจากสัดส่วนกรรมการสภาฯผู้ทรงคุณวุฒิ พลตรีไชยนาท ญาติฉิมพลี มาจากสัดส่วนสมาคมศิษย์เก่า มจร ร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมจร ที่สภามหาวิทยาลัยคัดเลือกและแต่งตั้ง

ประเด็นถัดมา คือ มหาวิทยาลัยมีวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีหรือไม่ เรื่องนี้เมื่อมี พ.ร.บ.มจร ปีพ.ศ.2540 พระมหาเถระที่ไปตอบคำถามนี้ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรใด้อธิบายไว้ว่า มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง จะต้องมีอัตลักษณ์ เอกลักษณ์เฉพาะ เช่น อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก เป็นต้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเหล่านี้จะต้องเป็นพระ(บรรพชิต)เท่านั้น ในสัดส่วนของบุคลากรผู้ปฎิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยนั้น จะต้องเป็นพระสงฆ์อย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์ คฤหัสถ์ 40 เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตพระสงฆ์อาจจะมีน้อย หายาก ยิ่งเป็นพระเถระนักบริหารและมีบารมีในส่วนแวดวงสงฆ์ก็มีงานให้ปฎิบัติในกิจการงานคณะสงฆ์มากพออยู่แล้ว จึงอาจจะมีข้อจำกัดในส่วนของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งเป็นส่วนจัดการศึกษาที่จะต้องอาศัยทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ วัตรปฎิบัติ วิสัยทัศน์ และบารมีจากพระมหาเถระในการนำพามหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

Advertisement

จึงเห็นควรเปิดกว้างไว้ว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ควรจำกัดวาระ เช่นให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระหรือ 8 ปีเป็นต้น เหมือนอย่างที่มหาวิทยาลัยทางโลกกำหนดไว้ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 จึงเปิดกว้างไว้เพื่อประโยชน์ดังกล่าว

ประเด็นสุดท้ายนั้น ด้วยองคาพยพใหญ่ของ มจร มีวิทยาเขต 12 แห่ง วิทยาลัยสงฆ์ 27 แห่ง หน่วยวิทยบริหาร 4 แห่ง สถาบันสมทบในต่างประเทศอีก 5 แห่ง รวมผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนิสิตในแต่ละปีการศึกษาไม่ต่ำกว่า 25,000 รูป/คน งบประมาณในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ก็ไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งในงบประมาณส่วนนี้กว่าครึ่งหนึ่งมหาวิทยาลัยต้องบริหารจัดการในการหารายได้มาบริหารเอง จึงเป็นภาระหนักไม่ใช่น้อยในการบริหาร มจร ประกอบกับโลกการศึกษาที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับโลกใหม่ โลกแห่ง AI แนวคิดคนรุ่นใหม่และการแข่งขันที่สูงในทุกๆด้าน การเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยสู่มหาวิทยาลัยดิจิตัล (Digital University)และการปรับเปลี่ยนบทบาทจากสถาบันการศึกษาดั้งเดิมไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เชิงพุทธอย่างยั่งยืน

ดังนั้นความท้าทายของ มจร จะยืนอยู่บนจุดไหน อย่างไร บนความต้องการใหม่ สนองตอบคนรุ่นใหม่ สนองตอบผู้มาศึกษาจากต่างชาติและชาวพุทธที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต้องไม่ละทิ้งคนรุ่นกลางและหลวงพี่ หลวงพ่อ หลวงตา เณรน้อย แม่ชี นักบวชหญิง เป็นต้น โลกการศึกษาใหม่ เทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทั้งระบบ AI ที่เข้ามามีบทบาท จะทำอย่างไร และจะรักษาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของความเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางโลกและความต้องการที่ผันผวนในทุกเวลารวมทั้งปริมาณของนิสิตก็ต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกันในขณะที่ประชากรลดลงท่ามกลางภาวะแห่งการแข่งขันทางการศึกษา และพร้อมกันนั้น คุณภาพของบัณฑิตที่ผลิตออกไปสู่คณะสงฆ์และประเทศชาติยังจะตอบโจทย์ในปรัชญาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.2569 ที่ว่า “จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ และใช้พุทธนวัตกรรม สำหรับผลลัพธ์การเรียนรู้ ที่มุ่งผลิตบัณฑิต ให้มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพียบพร้อมด้วยปัญญาและคุณธรรม เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม” อยู่หรือไม่ ทางข้างหน้าล้วนแต่ท้าทายแห่งการดำรงอยู่และก้าวย่างต่อไปของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งสิ้น
อธิการบดี มจร จึงไม่ใช่ใครก็ได้

ดังนั้นประชาคมชาว มจร จึงยินดีต้อนรับ ตอบรับในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 ของพระพรหมวัขรธีราจารย์ เป็นอย่างยิ่ง เพราะ 2 สมัย 8 ปีที่ผ่านมาที่ท่านรับไม้ต่อจากพระมหาเถระที่สร้างและวางรากฐานไว้ดีแล้วคือพระพรหมบัณฑิต สำหรับพระพรหมวัชรธีราจารย์ นั้นได้นำพาองค์กรไปได้ไกลมากแล้วและกำลังจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี ทุกท่าน ทุกภาคส่วนจึงยอมรับและเห็นตรงกันกับคณะกรรมการสรรหาและสภามหาวิทยาลัยว่าควรจะให้ท่านได้ดำเนินนโยบายและสานงานต่อเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยยุคใหม่ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

สำหรับประวัติของพระพรหมวัขรธีราจารย์ นามเดิมคือ สมจินต์ วันจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2503 ที่ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ สำเร็จการศึกษาเปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ.9) ปริญญาตรีด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปริญญาโทรุ่นที่ 1 ด้านพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (พธ.ม.,มจร) และปริญญาเอกด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยพาราณาสี ประเทศอินเดีย ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาปรัชญา คณะพุทธศาสตร์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์