ยศชนัน นำทัพอาเซียนผลักดันร่างกฎหมาย “ASEAN CHIPS ACT” ชูจุดยืนรวมระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งเดียว พร้อมผสานยุทธศาสตร์สุขภาพ อวกาศ และเอไอ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
เซมิคอนดักเตอร์ – เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่โรงแรม คราวน์ พลาซ่า นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้แทนประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ครั้งที่ 22 (AMMSTI-22) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและประกาศจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคอาเซียน ร่วมกับผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ของแต่ละประเทศ
ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้ประกาศสนับสนุนแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (APASTI) ประจำปี 2026-2035 อย่างเต็มกำลัง พร้อมกันนี้นายยศชนันได้แสดงวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นด้วยการเสนอข้อริเริ่มด้านกฎหมายที่สำคัญอย่าง “ASEAN CHIPS ACT (ACA)” เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของทั้งภูมิภาคเข้าด้วยกัน
โดยมีแนวคิดหลักคือ อาเซียนจะต้องรวมพลังเป็นฐานการผลิตและพัฒนาระบบนิเวศชิปที่เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก แทนที่จะแยกกันเติบโตเป็นตลาดเล็กๆ ที่ไม่สมบูรณ์


ในโอกาสนี้นายยศชนันได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ประเทศไทยได้จัดทำร่างกรอบแนวคิดเบื้องต้นของข้อเสนอดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะประสานขอให้ประธานคณะกรรมการเวียนเอกสารกรอบแนวคิดนี้ไปยังเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศสมาชิก เพื่อพิจารณาและดำเนินการในลำดับต่อไป โดยไทยพร้อมที่จะหารือร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป
สำหรับกรอบยุทธศาสตร์ 6 ด้านภายใต้กฎหมายดังกล่าว เริ่มจากการเร่งพัฒนาและแลกเปลี่ยนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค ผ่านการให้ทุนการศึกษาและโครงการสนับสนุนการผลิตชิปต้นแบบ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของไทยที่ต้องการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ให้ได้ 50,000 คนภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังเน้นการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยไทยเสนอตัวเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมระดับภูมิภาค เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถเข้าถึงห้องปฏิบัติการและเครื่องมือออกแบบวงจรที่ทันสมัยได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายงานวิจัยและศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
ยุทธศาสตร์นี้ยังครอบคลุมถึงการสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน หรือการสนับสนุนการผลิตที่เกื้อหนุนกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตความขาดแคลนชิป ไปจนถึงการกำหนดมาตรฐานร่วมกันเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยผ่าน “สภาเซมิคอนดักเตอร์อาเซียน” ที่สำคัญคือการเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืน ด้วยการผลักดันกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และการจัดการทรัพยากรน้ำรวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ
นายยศชนัน กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายจากโรคระบาดและปัญหาด้านสุขภาพใหม่ๆ ประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการแพทย์ของภูมิภาคผ่านนโยบาย Wellness Thailand เรากำลังเดินหน้าเชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพ เข้ากับเศรษฐกิจสุขภาพ เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแรง โดยเราได้เสนอให้อาเซียนใช้เรื่องสุขภาพเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชากรทุกคน” พร้อมกันนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบสาธารณสุข เช่น การให้แพทย์ติดตามดูแลผู้ป่วยได้จากที่บ้าน หรือการใช้เอไอช่วยวิเคราะห์โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งหน่วยงานอย่างเนคเทค (NECTEC) ของไทยมีความพร้อมรองรับในด้านนี้อย่างเต็มที่
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมอวกาศคือเป้าหมายต่อไป เทคโนโลยีอวกาศเปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ที่จะช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมอื่นๆ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลกเข้ามาในภูมิภาค ซึ่งไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านอวกาศของอาเซียนอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ยังได้เชิญชวนประเทศสมาชิกให้มาร่วมใช้ประโยชน์จากเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ซึ่งกำลังจะมีการติดตั้งเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนรุ่นใหม่ ที่เปรียบเสมือนกล้องจุลทรรศน์อัจฉริยะระดับโมเลกุล โดยไทยยินดีเปิดพื้นที่ให้ชาติอาเซียนเข้ามาทำวิจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นยารักษาโรค การพัฒนาผลผลิตการเกษตรให้มีมูลค่าสูง หรือการสร้างวัสดุชนิดใหม่
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อภูมิภาคอย่างเรื่องฝุ่น PM 2.5 และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ย้ำว่าไทยพร้อมนำเทคโนโลยีดาวเทียมของ GISTDA เข้ามาช่วยเฝ้าระวังและบริหารจัดการเพื่อร่วมกันทวงคืนอากาศสะอาดให้กับทุกคน ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าความมั่นคงที่แท้จริงของอาเซียน ต้องเริ่มต้นจากสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน นโยบายด้านสุขภาพ การผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับชิป และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมของไทย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราทำงานร่วมกันได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจะขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง





