‘DdMC’ หลักสูตรใหม่ป.โท ม.กรุงเทพ มุ่งสร้าง ‘นักการตลาดรุ่นใหม่’ เรียนครบจบใน1ปี
เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ที่มุ่งพัฒนาทั้งผู้เรียน และผู้สอน สอดคล้องกับเทคโนโลยีและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดย “มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” เปิดหลักสูตรป.โทใหม่ โดยปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรเดิมที่มีอยู่ คือ หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารการตลาดดิจิทัล (Master of Communication Arts Program in Digital Marketing Communications) มาเป็น หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการตลาดเชิงข้อมูลและการสื่อสาร (Master of Arts Program in Data-Driven Marketing and Communications) หรือ หลักสูตร DdMC มุ่งตอบโจทย์นักการตลาด ผู้ประกอบการ SME และผู้ที่สนใจ โดยเพิ่งจะเปิดรับสมัครนักศึกษา ในปีการศึกษา 2569
“มติชนออนไลน์” สัมภาษณ์ รศ.ดร.ปฐมา สตะเวทิน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารการตลาดดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ และ “ต้องเต” ธิติ ศรีนวล ผู้กำกับชื่อดัง และนักศึกษาปริญญาโท ถึงที่มาที่ไปของ หลักสูตร DdMC และการตัดสินใจเข้าเรียนในครั้งนี้
ที่มา หลักสูตร DdMC?
รศ.ดร.ปฐมา “เป็นการเปลี่ยนโฉมจากหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยมีอยู่เดิมคือ หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารการตลาดดิจิทัล หรือ Digital Marketing and Communications (DiMC) ซึ่งเปิดมา 12 ปีแล้ว
ทางหลักสูตร DiMC ที่มี อ.สุธีรพันธุ์ สักรวัตร เป็นที่ปรึกษา ได้หารือร่วมกันและมองว่าปัจจุบัน “ดิจิทัล” และ “การสื่อสารการตลาดดิจิทัล” เข้าไปอยู่ทุกมิติ ทั้งด้านนิเทศศาสตร์ และด้านบริหารธุรกิจ ม.กรุงเทพ จึงมองว่าเราต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งในอนาคตเป็นเรื่องของ Data Analytics, การเข้าใจลูกค้า , การทำงานในแนวคิด มนุษย์เป็นศูนย์กลาง หรือ Human-Centric , การใช้ AI เข้ามาช่วยในการตลาดมากขึ้น เช่น จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ที่ดีมากที่สุด และจะทำอย่างไรที่จะสามารถเจาะพร้อมกับตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
เมื่อเรามองว่าต้องปรับหลักสูตร DiMC จึงถือโอกาสปรับ โดยเปลี่ยนโฉมหน้ามาเป็น หลักสูตร Data-Driven Marketing and Communications หรือ DdMC”

ปรับโฉมใหม่ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม?
รศ.ดร.ปฐมา “ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนจากเรียนรู้การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) เป็นการตลาดสมัยใหม่ (Digital Marketing) สิ่งเหล่านี้เป็นสกิลที่นักการตลาดรุ่นใหม่ต้องการ คือ การใช้ Data เป็นฐานสำคัญในการเข้าใจลูกค้า เพื่อสร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจของตน”
เรียนจบใน 1 ปี เรียนอะไรบ้าง มีวิชาอะไรที่น่าสนใจ ใครที่เหมาะจะมาเรียน?
รศ.ดร.ปฐมา “นักศึกษาสามารถจบได้ภายในระยะเวลา 1 ปี หากเรียนครบ 36 หน่วยกิตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ มองว่าการเรียนจบ 1 ปี เป็นเรื่องดี เพราะนักศึกษาที่มีธุรกิจเป็นของตน จะสามารถวางแผนด้านการเงิน วางแผนระยะเวลาในการทำงานได้ ในขณะเดียวกันนักศึกษาที่เป็นเด็กจบใหม่ เขาอาจจะได้งานทำในระหว่างที่เรียน ป.โท ไปด้วย ทำให้เขาสามารถเรียนและทำงานไปด้วยได้
ส่วนวิชาที่น่าสนใจ เรามีวิชาที่หลากหลายโดยปรับจากหลักสูตรเดิม เช่น วิชาการวิเคราะห์การตลาดเชิงข้อมูล (Data-Driven Analytics and Audits) เพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบและดำเนินกระบวนการวัดผล การควบคุม และการตรวจสอบ (Controls & Audits) สำหรับโซลูชันและแคมเปญดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ การกำหนดตัวชี้วัด (KPI) กรอบการประเมินผลตอบแทนการลงทุน และผลตอบแทนจากการใช้สื่อโฆษณา (ROAS)
วิชาเทคโนโลยีการตลาดและการจัดการการตลาดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Marketing and Marketing Technology) นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อสร้างแบรนด์ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
นอกจากนี้ยังเรียนเกี่ยวกับ Content Marketing เรียนเกี่ยวกับการเล่าเรื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ทางหลักสูตรวาง 3 เสาหลักในการเรียนรู้ คือ 1. AI 2. Human-Centric และ 3. Content Marketing
สำหรับผู้เรียนนั้น “นักการตลาด” ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่อยากให้เข้ามา Relearn และ Unlearn รวมถึงผู้ประกอบการ SME ปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้น และ Startup ที่สามารถใช้ข้อมูลไปสร้างมูลค่าไปสร้างธุรกิจของตน อย่างไรก็ตาม วิชานี้ เหมาะกับทุกคนเพราะสิ่งเหล่านี้คือ “อนาคต”
ถ้าให้เจาะจงมองว่ามีกลุ่มคน 3 กลุ่มที่เหมาะ คือ นักการตลาด , SME และ กลุ่มคน Data Lover คือ คนที่หลงใหลการใช้ข้อมูล ที่มองว่าสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าได้”

หลักสูตร DdMC ของม.กรุงเทพ มีจุดเด่นแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร?
รศ.ดร.ปฐมา “ความคุ้มค่าและรวดเร็ว คือ จบภายใน 1 ปี แต่ในขณะเดียวกันก็ยังได้ประสบการณ์ ได้ความรู้ที่แน่น และยังได้คอนเน็กชั่นจากทีมอาจารย์ เพราะรายวิชาที่สอนนั้น จะมีอาจารย์ที่อยู่ในธุรกิจนั้นๆมาสอน ดังนั้น ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จริง ได้ลงมือทำจริงๆ
โดยคอนเน็กชั่นจะเกิดขึ้น มาจากอาจารย์ผู้สอนที่มอบโจทย์ให้ผู้เรียนได้ทำ ทำให้ผู้เรียนได้มองเห็นโลกความเป็นจริงของธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้เรียนยังได้โอกาสไปต่อยอดในการทำงานในระหว่างที่เรียนอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีคอนเน็กชั่นจากเพื่อนๆ ในห้องที่ทำธุรกิจมาก่อน ส่วนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ คือ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) (DAAT) และสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาดประเทศไทย (MarTech Association) โดยทั้ง 2 สมาคม เข้ามาช่วยเหลือทั้งด้านอาจารย์ผู้สอน คอนเน็กชั่น และ Case Study ต่างๆที่นำมาใช้”
ศิษย์เก่าที่เป็นคนดัง?
รศ.ดร.ปฐมา “เนื่องจาก หลักสูตร DdMC จะเปิดรับสมัครในปีการศึกษา 2569 นี้ แต่ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยมีศิษย์เก่าจากหลักสูตรเดิม เช่น คุณพงษ์ปิติ ผาสุขยืด ผู้ก่อตั้งเพจ AdAddict, คุณศุภเชษฐ์ เศรษฐโชติ Influencer ด้านอสังหาริมทรัพย์ , คุณดาราราย ศรีจิตรแจ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิต บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ ยังมี ต้องเต ธิติ ที่กำลังเรียน ป.โท อยู่ด้วย แต่ละปีเราสร้างคอมมูนิตี้การตลาด ปีละประมาณ 40 คน รวมตลอดระยะเวลา 12 ปี มีผู้สำเร็จการศึกษาเกือบ 500 คนแล้ว และถึงเวลาที่เราเดินหน้าต่อเพื่อสร้างนักการตลาดให้สังคมไทย”
ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร?
รศ.ดร.ปฐมา “ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 302,530 บาท โดยประมาณ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยยังมีทุนการศึกษา 3 รูปแบบ ซึ่งสามารถเข้าได้ดูรายละเอียดในทางเว็บไซต์ https://www.bu.ac.th/ ได้”

ทำไมตัดสินใจเรียน?
ต้องเต “ว่าง และอยากเรียน ป.โทอยู่แล้ว ซึ่งผมอยากหาหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เราทำงานอยู่ จึงเข้ามาเรียนหลักสูตร DdMC เพราะสนใจ และมองว่าการตลาดดิจิทัลเป็นเรื่องที่สำคัญในยุคนี้”
หลักสูตร DdMC ต่อยอดอาชีพ?
ต้องเต “ตอนแรกที่มาเรียน ยากจนผมท้อ จะลาออกหลายรอบ แต่รู้สึกว่าการเรียนหลักสูตรนี้ จะเป็นประโยชน์มากถ้าเราตั้งใจ เหมือนผมที่ทำภาพยนตร์ เมื่อทำเสร็จแล้วภาพยนตร์นี้จะดีไม่ดี มันต้องพึ่งการตลาดเพื่อสร้างยอดและรายได้ให้กับเรา จึงกลับมาตั้งใจเรียน
พอได้เรียนจริงๆ ตอนแรกผมแปลกใจ อาจารย์มาสอนเขามีประสบการณ์จริง สอนให้เข้าใจแนวคิด และสามารถใช้ได้จริง อย่างใน “สัปเหร่อ 2” ผมก็นำภาพยนตร์นี้มาเป็นหัวข้อวิจัย ศึกษากลยุทธ์ทางการตลาด โดยตั้งเป้าว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องได้รายได้ 300 ล้านบาท จึงเป็นที่มาในการวิเคราะห์ตลาด เพื่อพาภาพยนตร์ไปถึงจุดนั้น หลายคนมองว่าง่าย แต่เศรษฐกิจ การตลาด และผู้คนเปลี่ยนไปจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก”
ทำไมถึงม.กรุงเทพ?
ต้องเต “ผมเคยมาบรรยายที่ม.กรุงเทพ รู้สึกว่าเขามีความพร้อมด้านอุปกรณ์ จึงมีคำถามว่าเด็กที่เรียนที่นี่จะไม่มีเก่งได้ยังไง จึงรู้สึกว่าถ้าเราอยากเรียนรู้ ที่นี่จะเป็นที่มอบความรู้ ทำให้เราสนุกกับการเรียน พอมาเรียนแล้วก็รู้สึกสนุกจริงจนอยากเรียน ป.เอกอีก”




