‘ประเสริฐ’ ดึงผู้แทน สตง.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. ร่วมสอบความโปร่งใสโครงการDigital Skill/Credit Portfolio แจงปรับใหญ่งบปี 70 ลดภาระครู จับมือ อว.ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในส่วนของศธ. เสนอของบประมาณภายใต้กรอบวงเงินจำนวน 359,576.8846 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากรภาครัฐ กว่า 64.70% รองลงมาเป็นงบยุทธศาสตร์ 32.13% งบพื้นฐาน 2.95% และงบบูรณาการ 0.22% ตามลำดับ ในส่วนของงบประมาณตามนโยบายการศึกษาของ ศธ. ได้รับจัดสรรจำนวน 78,783 ล้านบาท รวม 228 โครงการ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยในปี 2570 ตามแนวคิด “All for Education” แบ่งเป็นนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. คืนเวลาให้ครู เพื่ออนาคตให้เด็ก 2. รื้อหลักสูตรความเหลื่อมล้ำ ด้านงบประมาณและโอกาส 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง 4. โรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และ 5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ให้ความสำคัญกับงบประมาณการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดย ศธ. ขอรับไว้ทั้งหมดและเข้าใจดีว่า ในหลาย ๆ เรื่องมีความสำคัญ เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ ศธ.ได้ทบทวนหลายโครงการแล้ว จึงถือว่าเรามีเป้าหมาย เดียวกัน คือ ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณที่เกิดจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชน งบประมาณด้านการศึกษาลงไปถึงตัวเด็กจริง ลดภาระครูจริง และโปร่งใสตรวจสอบได้จริง 1.โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียม ด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิต Portfolio (The Digital Skill/Credit Portfolio : Empowering Education) ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขณะนี้ ศธ. ยังไม่ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ไม่นิ่งนอนใจ โดยเชิญผู้แทน สตง. สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมติดตาม ตรวจสอบ และแนะนำรายละเอียดโครงการ รวมทั้งความโปร่งใส เพื่อให้เกิดความมั่นใจ 100% ว่า หากมีการดำเนินการในอนาคตจะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและเยาวชนแน่นอน 2. ความซ้ำซ้อนของระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มของ ศธ. : ขอยืนยันว่าวัตถุประสงค์ของโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียม ด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิต Portfolio กับ ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ หรือ NDLP (National Digital Learning Platform) มีวัตถุประสงค์ต่างกัน โดย NDLP เป็นสื่อตามหลักสูตรแกนกลางครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่ง สพฐ. มีแผนขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัด โดยจะมีผู้ใช้งานทั้งครู และนักเรียนไม่น้อย กว่า 5 ล้านคน ส่วนโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio เป็นสื่อด้านการวางแผนเส้นทางอาชีพ 447 เรื่อง ใน 4 ด้าน ตั้งแต่การสำรวจตัวเองไปจนถึงความพร้อมสู่อาชีพในอนาคตและการเป็นพลเมืองโลก
“สำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับวงเงินงบประมาณโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio กว่า 3,158 ล้านบาทนั้น เป็นเพียงงบผูกพันระยะยาว ปี 2569 – 2573 โดยกระทรวงฯ ขอเน้นย้ำว่า ทุกกระบวนการทุกโครงการจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อผู้เรียน หากมีการประเมินแล้วไม่ก่อผลสัมฤทธิ์ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ จะต้องมีการทบทวน ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยน TOR หรือโครงการอย่างทันที”รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว
3. เชื่อมสู่ Credit Portfolio ในระดับอุดมศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต : เราตั้งใจที่จะเชื่อมสู่ Credit Portfolio ในระดับอุดมศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดอย่างไร้รอยต่อ เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนและใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่าน 3 แนวทาง เพื่อสร้างพื้นฐานที่ทำให้ Credit Portfolio เกิดขึ้นได้จริง การร่วมมือกับทุกแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาระบบนิเวศสื่อการสอน มีเป้าหมายหลัก เพื่อ “ลดภาระครู” โดยคำนึงถึงการเสพสื่อผ่านหน้าจอ (Screening time) อย่างเหมาะสมกับวัยและการพัฒนาการของเด็ก การจัดทำ Digital ID และ AI Framework มุ่งสู่ Single Platform โดย ศธ.จะเร่งพัฒนาระบบยืนยันตัวตน (Digital ID) และ AI Framework พร้อมเปิด API ให้กระทรวงอื่นเชื่อมต่อ เพื่อนำไปสู่การเป็น Single Platform ของภาครัฐอย่างแท้จริง การบูรณาการด้านทุนมนุษย์ร่วมกับกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านกลไก Human Capital Board และระบบ National Credit Bank (ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ) เพื่อให้การสะสมทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของคนไทย เกิดขึ้นได้จริงอย่างไร้รอยต่อ
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ศธ. ได้มีการตั้งคณะกรรมการบูรณาการ และเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ทั้ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ การลดภาระงานครู การยกระดับระบบครุศึกษา ความปลอดภัยในสถานศึกษา การจัดสรรงบประมาณเพื่อให้การเรียนฟรีเกิดขึ้นจริง และการพัฒนาหลักสูตรทันโลก ให้เกิดขึ้นจริงอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้มีเฉพาะคนใน ศธ. แต่จะมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้ามาร่วมทำงานด้วย พร้อมจะเผยแพร่ความคืบหน้าในการดำเนินงานผ่านสื่อมวลชนต่อไป 4. สูตรการจัดสรรงบประมาณรายหัว : ขณะนี้ ศธ. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อออกแบบการจัดสรร งบประมาณอุดหนุนรายหัวรูปแบบใหม่ โดยใช้ตัวแปรการคำนวณงบประมาณที่สะท้อนบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่งมากขึ้น ก่อนเสนอเป็นมติคณะรัฐมนตรี พร้อมตั้งเป้าหมายเริ่มนำร่องได้ทันภายในปีงบประมาณ 2571 นี้ 5. เรียนฟรีที่มีอยู่จริง : ไม่ปฏิเสธว่ายังมีประเด็นโรงเรียนเก็บเงินอยู่ และตอนนี้ทางกระทรวงฯ โดย สพฐ. ได้ออกมาตรการซักซ้อมการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ที่กำหนดโดยชัดเจนแล้วว่า เก็บได้เฉพาะส่วนที่เกินหลักสูตรแกนกลางเท่านั้น และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ต้องได้รับอนุมัติจากเขตพื้นที่การศึกษา และต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของผู้ปกครองด้วย ซึ่งจะกำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาทุกพื้นที่เข้าไปกำกับ ติดตามอย่างใกล้ชิด 6. การคืนเวลาให้ครู และเรื่อง ITA : ในประเด็นไม่พบรายละเอียดของงบประมาณ ‘ลดภาระงานครู’ ในเล่มงบประมาณปี 2570ฯ เป็นความตั้งใจของ ศธ. ที่ไม่ต้องการของบประมาณเพิ่มจากงบประมาณเดิมที่มีอยู่ โดยใช้การยกเลิก ปรับการใช้งบ และปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อไม่ให้สร้างโครงการหรือเพิ่มงบประมาณใหม่ เช่น สพฐ. ได้ลดตัวชี้วัดประเมินผลจาก 151 ตัวชี้วัด เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด โดยให้มีผลทันที
ส่วนการประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ขอยืนยันว่า สพฐ. ได้ยกเลิกการประเมิน ITA ระดับโรงเรียนไปแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ทำให้ครูและผู้บริหารไม่ต้องจัดเก็บข้อมูล หรือทำเอกสารประเมินอีกต่อไป ส่วนที่ยังดำเนินการอยู่เป็นเพียงงานระดับเขตพื้นที่เท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นภาระงานครูในห้องเรียนแล้วครับ เช่นเดียวกับโครงการโรงเรียนสีขาว ที่มีมติให้ยกเลิกโครงการประเมินโรงเรียนสีขาวนี้ตั้งแต่งบประมาณปี 2570 เป็นต้นไป แต่เรายังคงดูแลนักเรียนตามหลักการเดิม โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันยาเสพติด แต่ดำเนินการระบบดูแลนักเรียนผ่านโครงการอื่นๆ ที่จะไม่ซ้ำซ้อน และไม่เพิ่มภาระครู แต่จะเข้มงวดยิ่งขึ้นในประเด็นที่สำคัญต่อนักเรียน
7. งบประมาณที่ไม่เพียงพอ : ผมเห็นด้วยและขอขอบคุณที่สะท้อนเกี่ยวกับงบประมาณด้านการศึกษาที่ไม่เพียงพอ โดย ศธ.ได้เตรียมแผนบริหารจัดการงบประมาณที่มีอย่างจำกัดให้โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด และได้พยายามผลักดันการ “ปรับวัฒนธรรม” การทำงานของบุคลากร ให้มุ่งเน้นไปที่ “ตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง” มากกว่าจะมุ่งให้ความสำคัญว่าสถานศึกษาต้องรายงานอะไรต่อส่วนกลาง ในส่วนของงบลงทุน เน้นโครงสร้างพื้นฐานที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้เรียน อาคารเรียน สนามกีฬา โรงอาหาร หรืออุปกรณ์การเรียนที่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน และช่วยในการพัฒนาทักษะนักเรียนอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบดำเนินงาน และงบอุดหนุน มีประเด็นที่เราทุกคนต่างกังวลครับ คือ ผลสอบ PISA 2022 ของไทยที่ต่ำสุดตั้งแต่เข้าร่วมในปี 2001 สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ถึงแม้ว่างบประมาณเรื่องนี้จะลดลง แต่เราได้วาง Roadmap PISA 2029 เพื่อยกระดับคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ และธรรมาภิบาลร่วม, การเรียนรู้และประเมินสมรรถนะ, การใช้ข้อมูลสนับสนุนแบบมุ่งเป้า และการสร้างวัฒนธรรมและแรงจูงใจผู้เรียน พร้อมเร่งจัดทำแบบสอบถาม OECD/EDPC เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ของไทยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนคะแนน PISA ของไทยได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
“ท้ายสุดนี้ ผมขอยืนยันว่าจะยึดหลักการบริหารงบประมาณปี 2570 ของกระทรวงศึกษาธิการ โดย ลงทุนที่ตัวเด็ก คืนเวลาให้ครู และโปร่งใสตรวจสอบได้ ขอขอบคุณสำหรับข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะทุกข้อ กระทรวงศึกษาธิการพร้อมน้อมรับไปแก้ไขรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป”รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว



