อธิการบดีม.ราชภัฏนครราชสีมา ระบุการ รับจ้างทำวิทยานิพนธ์ เป็นความเสียหายของระบบการศึกษาและถือเป็นการยอมรับการทุจริตของสังคมไทย
รับจ้างทำวิทยานิพนธ์ – เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และนักวิชาการด้านการศึกษา ได้เปิดเผยถึงประเด็นปัญหากระแสข่าวการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัยในสังคมไทย โดยระบุว่า สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่และวิกฤตที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของการคอร์รัปชันทางวิชาการ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทุจริตสอบ แต่รวมไปถึงการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์และผลงานทางวิชาการ โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สังคมไทยยอมรับและมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งตนเห็นว่าขบวนการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้นมีอยู่จริงและสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามเพจ
เฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการประกาศรับจ้างอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทั้งการทำวิทยานิพนธ์และการทำผลงานทางวิชาการเพื่อนำไปใช้ยื่นขอเลื่อนตำแหน่ง ทั้งในวงการครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และในระดับอุดมศึกษา
นอกจากนี้ ตนยังตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยยังคงยึดติดกับคำนำหน้านามอย่างคำว่า “ด็อกเตอร์ ศาสตราจารย์ หรือรองศาสตราจารย์” ทำให้มีนักการเมือง นักธุรกิจ หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายคนมีตำแหน่งทางวิชาการเหล่านี้นำหน้าชื่อ โดยที่บางส่วนได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษหรือรองศาสตราจารย์พิเศษ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าไปทำผลงานวิจัยในช่วงเวลาใด ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการยอมรับการทุจริตในทางที่ผิดว่าใครทำได้หรือซื้อมาก็ได้รับการยอมรับและได้ตำแหน่ง ถือเป็นความวิปริตในสังคมไทยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน รวมถึงกระทบต่อการจัดอันดับดัชนีความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศ
ซึ่งในปัจจุบันสำนักข่าวต่างประเทศก็ได้เริ่มตีพิมพ์แผ่ขยายเรื่องการทุจริตสอบเข้ารับราชการของไทยไปทั่วโลกแล้ว หากสังคมโลกมองว่าประเทศไทยมีการทุจริตสูง ย่อมไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุน ตนยังกล่าวต่อไปว่าในปัจจุบันปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาทำ “วิจัยทิพย์” ทั้งการทำเองและรับจ้างทำ
โดยไม่ได้อยู่บนฐานของข้อเท็จจริงแต่มีการเมคข้อมูลหรือเก็บข้อมูลหลอกหลวง ตนจึงอยากฝากไปยังหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัย เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยงานบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค./สอวช.) หรือกระทรวงการอุมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของผลงานวิจัยและการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการอย่างเข้มงวด ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและหน่วยงานอื่นๆ เพราะปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความชั่วร้ายที่สังคมยอมรับร่วมกันจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันนำไปสู่ภาวะ “ด็อกเตอร์โหล” หรือตำแหน่งวิชาการโหล โดยเฉพาะในระดับปริญญาเอกที่เกิดภาวะเฟ้อเป็นอย่างมาก เช่น กรณีอดีตผู้บริหารสถานศึกษาบางแห่งที่ได้ปริญญาเอกกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากทุกมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมีการแจกปริญญาเอก และการเรียนการสอนไม่ได้เข้มข้นเหมือนในอดีต แม้จะมีเครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเยอะขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ความลึกซึ้งในการเข้าถึงแก่นสาร เนื้อหาวิชาการ และระเบียบวิธีวิจัยในปัจจุบันกลับอ่อนแอลงอย่างมาก
ซึ่งตนมองว่าเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องของการตลาดไปแล้ว หากมหาวิทยาลัยใดเน้นคุณภาพและเข้มงวดตามขั้นตอนจริงย่อมไม่มีคนมาเลือกเรียน มหาวิทยาลัยหลายแห่งจึงต้องประคับประคองตัวให้อยู่รอดตามกลไกอุปสงค์อุปทาน ซึ่งตนเข้าใจและเห็นใจมหาวิทยาลัย แต่หากปล่อยให้มหาวิทยาลัยทำงานบนฐานอุปสงค์อุปทานเช่นนี้ โดยเฉพาะทางด้านสังคมศาสตร์ที่มีปัญหานี้ค่อนข้างมาก หากไม่มีความเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานทางภาษาอังกฤษหรือเกณฑ์ชี้วัดต่างๆ จะยิ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมและความน่าเชื่อถือของประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


