เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเรื่องการขอยกเว้นภาษีเงินได้กรณีบริจาคให้กับศธ. โดยมีนายอานุภาพ จามิกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง(กค.) ผู้แทนจากบริษัทเอกชนและ ผู้บริหารศธ. เข้าร่วม ว่า ที่ประชุมได้หารือ กรณีภาคเอกชนบริจาคเงินช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐในการจัดการศึกษา ซึ่งมีปัญหาในเรื่องการนำไปลดหย่อนภาษี ที่สามารถขอลดหย่อนได้เฉพาะเงินที่บริจาคผ่านทางสถาบันการศึกษาโดยตรง ทำให้ภาคเอกชน ที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านโครงการต่าง ๆ ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยเฉพาะโครงการสานพลังประชารัฐ ที่ศธ. ได้ร่วมกับภาคเอกชน และสถานประกอบการดำเนินการใน 2 ชุด คือ การยกระดับคุณภาพวิชาชีพ หรือ อี2 และ การศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ หรือ อี5 ใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.ค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น การจัดอบรมครู จ้างครูมาช่วยสอน 2.กรณีบริษัทนำเงินมาจ่ายกองกลาง เช่น บริษัทสนับสนุนเงินเพื่อปรับภาพลักษณ์ อาชีวศึกษา เป็นการลงเงินที่ส่วนกลางทำให้ไม่สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ และ3.กรณีลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเดินสายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในลักษณะเป็นสายกลางไม่ได้เข้าสู่โรงเรียนโดยตรง
“ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การลดหย่อนภาษี จะต้องยึดหลักกฎหมายประมวลรัษฎากร แต่ก็มีความเห็นว่าควรไปศึกษาข้อกฎหมายเพื่อดูว่าจะสามารถปรับอะไรได้บ้างหรือไม่ โดยปัจจุบันบริษัทเอกชนที่บริจาคให้แก่การศึกษาจะได้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ และสามารถขอลดหย่อนเพิ่มได้อีก 2% ซึ่งตรงนี้ทางกค. บอกว่าอาจจะขยายเพิ่มได้อีก 5% ของกำไรสุทธิ ซึ่งเท่ากับว่า อนาคตภาคเอกชนที่ บริจาคเพื่อการศึกษา จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ประมาณ 17% ทั้งนี้สถานประกอบการ และบริษัทที่จะขอลดหย่อนภาษีได้ จะต้องเป็นสถานประกอบการที่มีกำไรเท่านั้น”นพ.ธีระเกียรติกล่าวและว่า ส่วนกรณีการบริจาคเข้ากองทุนส่วนกลาง แล้วไม่สามรถนำไปลดหย่อนภาษีได้นั้น จะใช้ช่องทางตามมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดให้จัดทำกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อผู้ยากไร้ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเขียนกฎหมายให้ครอบคลุม กรณีรัฐจัดสรรเงินให้กองทุน หรือใช้มาตรการ หรือกลไกทางภาษี ให้ผู้บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น

