รายงาน : ประตูแห่งโอกาส ‘สกร.-ราชทัณฑ์’ ส่งเสริมการเรียนรู้ คืนคนดีสู่สังคม

10.07.26 | 08:00 น.

การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบไร้รอยต่อ คือหัวใจสำคัญของการสร้างโอกาสครั้งใหม่ให้กับผู้คน แม้กำแพงจะจำกัดพื้นที่ทางกาย แต่ไม่ควรจำกัดโอกาสทางการศึกษา ความหวัง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกรมราชทัณฑ์ ในการยกระดับการศึกษาแก่ผู้ต้องขังทั่วประเทศ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดประตูการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานร่วมกันที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี พร้อมยกระดับสู่การขับเคลื่อนนโยบาย All for Education ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มุ่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และครอบครัว เพื่อร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาสทางการศึกษา และผลักดันการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นกับประชาชนทุกช่วงวัย

Advertisement

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. สะท้อนแนวคิดสำคัญของความร่วมมือดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่จำกัดอายุ สถานะ หรือข้อจำกัดของชีวิต สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ.ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยืนยันว่าทุกคนควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเท่าเทียม

“แม้กำแพงอาจจำกัดพื้นที่ทางกาย แต่ไม่ควรจำกัดโอกาสทางปัญญา ความหวัง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

สกร. จะเป็นกลไกสำคัญในการจัดระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบทของผู้ต้องขัง เปิดโอกาสให้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และเชื่อมโยงสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง เพื่อเป็นสะพานแห่งความหวังและเตรียมความพร้อมให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้การส่งเสริมการศึกษาภายในเรือนจำจะดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับจากการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาตนเอง การศึกษาตามระดับ และการเตรียมพร้อมใช้ชีวิตหลังพ้นโทษ โดยเชื่อมโยงระบบเทียบโอนผลการเรียนและระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เปิดทางให้ผู้ต้องขังสามารถศึกษาต่อได้แม้ออกจากเรือนจำแล้ว

ขณะที่ข้อมูลของกรมราชทัณฑ์สะท้อนว่า ในปี 2568 มีผู้ต้องขังกว่า 35,341คน เข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากเรือนจำและทัณฑสถาน 131 แห่งทั่วประเทศ ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่าผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยยังต้องการโอกาสในการพัฒนาตนเอง เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจขาดช่องทางหรือระบบสนับสนุนที่เหมาะสม

โดยผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับมานาน การจัดการเรียนรู้จึงไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับการศึกษาในโรงเรียนทั่วไปได้ แต่ต้องออกแบบให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับพื้นฐานชีวิต ความพร้อม และเป้าหมายของแต่ละคน โดยเฉพาะการสร้างทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อกลับคืนสู่สังคม

สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสอนหนังสือ หากแต่ครอบคลุมการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพ การฝึกทักษะชีวิต การแนะแนวอาชีพ การอบรมครูผู้สอน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้ภายในเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับทั้งวุฒิการศึกษาและทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ

ขณะที่นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)  กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ คือการร่วมกันเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่ “ผู้ก้าวพลาด” เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี มีความหวัง และมีเส้นทางชีวิตที่มั่นคง โดย สกร. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขาดโอกาส กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“ผู้ต้องขังเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่มีพื้นฐานชีวิต ประสบการณ์ และข้อจำกัดแตกต่างกัน การจัดการเรียนรู้จึงต้องยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตหลังพ้นโทษ โดยเฉพาะการแนะแนว ‘วิชาชีวิต’ เพื่อเสริมสร้างทักษะในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การพึ่งพาตนเอง และการปรับตัวให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” อธิบดี สกร. กล่าว

ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินงานใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ โดย สกร. จะสนับสนุนครูผู้สอน สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ระบบเทียบโอนผลการเรียนจากความรู้และประสบการณ์ รวมถึงเชื่อมโยงระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) ขณะที่กรมราชทัณฑ์จะสนับสนุนสถานที่ บุคลากร การประสานงาน และมาตรการด้านความปลอดภัยภายในเรือนจำและทัณฑสถาน

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังมุ่งพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ทันสมัยและตอบโจทย์ชีวิตจริง อาทิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโลกเสมือนจริงในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว การเชื่อมโยงหลักสูตรอาชีพกับมาตรฐานตลาดแรงงาน การพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงการแนะแนวเส้นทางชีวิตหลังพ้นโทษ เพื่อให้การศึกษาเป็นมากกว่าการได้รับวุฒิ แต่เป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตนเอง สร้างคุณค่าใหม่ และสร้างโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตอีกครั้ง

อีกหนึ่งมิติที่ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญ คือการเชื่อมโยงกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ของศธ. ที่มุ่ง “พาคนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยมองว่าการเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดเพียงเพราะข้อจำกัดของชีวิต การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังสามารถกลับมาเรียนต่อ สะสมหน่วยกิต เทียบโอนผลการเรียน และต่อยอดสู่การศึกษาหรือการประกอบอาชีพหลังพ้นโทษ จึงเป็นอีกภาพสะท้อนของการขยายความหมายของนโยบาย Zero Dropout จากการลดจำนวนเด็กนอกระบบ ไปสู่การสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยมีสกร.เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงโอกาสทางการศึกษาให้เกิดขึ้นจริง

บทบาทของ สกร. จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการศึกษานอกระบบ แต่กำลังขยับสู่การเป็น “ประตูบานใหม่ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต” สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ที่เคยหลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ต้องขัง ซึ่งล้วนต้องการโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและสร้างชีวิตใหม่บนพื้นฐานของการศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของโครงการนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ต้องขังที่ได้รับวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากจำนวนคนที่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีอาชีพ มีความมั่นคง และไม่หวนกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้ง เพราะนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของการศึกษา ที่ไม่ได้ให้เพียงความรู้ แต่ให้ “โอกาส” ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง