‘มธ.’ ตั้งวงถก ปฏิรูปสิทธิ ‘แรงงานการศึกษา’ ชูบทเรียนสากล ปลดล็อกกลไกลต่อรอง
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) สภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย (FES Thailand) จัดงานเสวนาวิชาการ รวมเราเป็นหนึ่ง ประสบการณ์สหภาพแรงงานการศึกษาจากทั่วโลก

โดย ศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันสภาอาจารย์ดำเนินงานภายใต้พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2558 ซึ่งกำหนดหน้าที่หลักไว้ 3 ด้าน ดังนี้ 1.เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีในกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับการบริหารมหาวิทยาลัย 2.ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างอาจารย์ด้วยกัน และระหว่างอาจารย์กับผู้บริหาร และ 3.ทำหน้าที่อื่นๆ ตามที่อธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัยมอบหมาย แต่จิตวิญญาณที่แท้จริงคือ ต้องเป็นผู้รวบรวมข้อกังวลและปัญหาของอาจารย์ เพื่อนำปัญหาด้านสภาพการทำงานไปหารือกับผู้บริหารและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
“สำหรับผลงานที่เป็นรูปธรรมของสภาอาจารย์ชุดปัจจุบันตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา สามารถผลักดันข้อเรียกร้องจนฝ่ายบริหารตอบรับอย่างเป็นรูปธรรมจนสำเร็จใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ยกเลิกการตัดเงินเดือนกรณีส่งเกรดช้าครั้งแรก เดิมทีมีข้อกำหนดว่าหากอาจารย์ส่งเกรดช้า (แม้เพียง 1 นาที) จะถูกลงโทษกั้นเงินเดือน โดยในรอบปีงบประมาณนั้นจะได้รับการขึ้นเงินเดือนไม่เกิน 2% (จากสูงสุด 8%) ซึ่งเป็นโทษที่รุนแรงเทียบเท่าความผิดทางวินัย และส่งผลกระทบต่อฐานเงินเดือนในระยะยาว สภาอาจารย์ได้สะท้อนว่าการส่งเกรดช้าอาจเกิดจากเหตุสุดวิสัย เช่น การเจ็บป่วยของตนเองหรือคนใกล้ชิด ระเบียบใหม่จึงปรับเป็น หากส่งเกรดช้าครั้งแรกจะได้รับจดหมายเตือนจากคณบดีก่อน หากมีครั้งที่สองจึงจะใช้มาตรการทางเงินเดือน และจะมีการล้างมลทิน (ล้างประวัติ) ให้ทุกๆ 10 ปี และ 2.เพิ่มสิทธิการลาเพื่อดูแลบุพการีหรือบุตรที่ป่วยในระยะสุดท้าย สภาอาจารย์ผลักดันระเบียบใหม่สำเร็จ โดยให้สิทธิ์บุคลากร ทั้งอาจารย์และเจ้าหน้าที่ สามารถลาไปดูแลบุพการีหรือบุตรที่ป่วยหนักในระยะสุดท้ายได้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประเภทการลาจากเดิม” ศ.ดร.สิทธิพล กล่าว

รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยคือ การพยายามมองและแก้ปัญหาแบบจากบนลงล่าง โดยไม่เคยเปิดโอกาสให้เกิดการรวมตัวเพื่อต่อรองจากข้างล่าง ล่าสุดในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ได้มี สว. ตั้งกระทู้ถามถึง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ถึงปัญหาฐานเงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2542 เคยกำหนดไว้ว่า เงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัย จะต้องอยู่ที่ 1.5 – 1.7 เท่าของข้าราชการ (สายวิชาการ 1.7 เท่า และสายสนับสนุน 1.5 เท่า) แต่ในความเป็นจริง เมื่อฐานเงินเดือนข้าราชการปรับขึ้น เงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยกลับปรับขึ้นไม่กี่ครั้ง นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคล พ.ศ… ที่เคยมีการหารือกันภายใน อว. ก็ยังไม่มีข้อสรุป ทำให้สถานภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ฝั่งหนึ่งเป็นเหมือนข้าราชการ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นหมือนลูกจ้างเอกชน แต่สิ่งที่แย่กว่าคือ ตรงที่ไม่มีสิทธิตั้งสหภาพแรงงาน ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
“เมื่อหันมามองโมเดลกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2558 จะพบข้อจำกัดสำคัญใน มาตรา 13 ที่ระบุว่า กิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและแรงงานสัมพันธ์ การเขียนกฎหมายในลักษณะนี้ ถือเป็นมรดกทางกฎหมาย ที่จงใจสร้างโซ่ตรวนขึ้นมา แม้คอนเซปต์จะปฏิรูปมหาวิทยาลัยให้มีความยืดหยุ่นคล้ายภาคเอกชน แต่กลับตัดสิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานของลูกจ้างออกไป ทำให้คนทำงานไร้อำนาจต่อรองทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ” รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ กล่าว

รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ กล่าวต่อว่า คำว่า สหภาพแรงงานในสังคมไทย มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของ ‘แรงงานคอปกน้ำเงิน’ ในโรงงานอุตสาหกรรม และคนในสายงานการศึกษามักไม่คิดว่าตนเป็นแรงงาน ทั้งที่ในความเป็นจริง อาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยจัดอยู่ในกลุ่ม ‘แรงงานคอปกขาว’ โดยในระดับสากล ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยล้วนมองว่า สหภาพแรงงานคือ กลไกปกติที่ช่วยค้ำจุนระบบประชาธิปไตย เช่น ในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ขบวนการแรงงานครูและอาจารย์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนสังคม
“หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) นับตั้งแต่มีการตั้งอนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ประเทศไทยแม้จะเป็นสมาชิก แต่ก็ยังไม่ยอมรับรองสิทธินี้ให้แก่ลูกจ้างของรัฐ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังพยายามเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งน่าจะเป็นแรงกดดันสำคัญที่บังคับให้ไทยต้องปฏิรูปเรื่องสิทธิแรงงานในอนาคต สะท้อนว่า ความมั่นคงในอาชีพและสวัสดิการของคนทำงานการศึกษา ไม่ควรถูกกำหนดโดยอำนาจสั่งการจากส่วนกลางหรือรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเกิดจากกลไกการเจรจาต่อรองร่วมกัน” รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ กล่าว

รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันสภาอาจารย์มีหน้าที่เพียงแค่เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี รวมถึงปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น หมายความว่าสภาอาจารย์ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่องค์กรที่เป็นอิสระที่จะสามารถลุกขึ้นมาปกป้องหรือคุ้มครองคนทำงานได้อย่างแท้จริง โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ พนักงานมหาวิทยาลัยกำลังขาดสิทธิสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1.สิทธิในการรวมตัว เพื่อตั้งองค์กรเรียกร้องและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของตนเอง ทำให้คนทำงานถูกทำให้แตกกระจายกลายเป็นเพียงฟันเฟืองในระบบ และ 2.สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม และการนัดหยุดงาน (Strike) ที่มีกฎหมายรองรับและคุ้มครองเหมือนแรงงานเอกชน ซึ่งหากเกิดข้อพิพาท แรงงานเอกชนสามารถนัดหยุดงานได้โดยที่นายจ้างไม่สามารถกลั่นแกล้งหรือไล่ออกได้ หากพิจารณาตามหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พนักงานมหาวิทยาลัยในฐานะคนทำงานที่อยู่ภายใต้สัญญาจ้าง จึงจำเป็นจะต้องได้รับสิทธิและการคุ้มครองแรงงานที่เป็นธรรม เช่นเดียวกับแรงงานประเภทอื่นๆ ในสังคม
รศ.ดร.เมลดา สุดาจิตรอาภา อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า แม้ในอดีตสังคมอาจจะไม่ค่อยยอมรับและมองว่าผู้ประกอบวิชาชีพอาจารย์คือ แรงงาน แต่สำหรับตนแล้ว กลับรู้สึกภูมิใจ ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานที่คณะศิลปศาสตร์ มธ. เมื่อปี 2542 ช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการยุบรวมองค์กร ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการเป็นข้าราชการมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เมื่อเวลาผ่านไป ภาระงานเริ่มเพิ่มมากขึ้น ทั้งโครงการพิเศษ วันเสาร์-วันอาทิตย์ และภาคค่ำ รวมถึงการขอตำแหน่งทางวิชาการ และเงื่อนไขสัญญาจ้างที่เข้มงวดขึ้น กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่ออาจารย์รุ่นใหม่ จนเกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับ สิทธิในการปฏิเสธงาน ว่าอาจารย์มีสิทธิที่จะเลือกหรือปฏิเสธภาระงานที่มากเกินไปได้หรือไม่

รศ.ดร. เมลดา กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ภาคใต้ จนได้ทำงานวิจัยร่วมกับโรงเรียน สิ่งที่น่ากังวลคือ ครูในพื้นที่ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาความขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนขั้นพื้นฐาน แต่กลับไม่มีช่องทางหรือกลไกที่จะสะท้อนความเดือดร้อนนี้ส่งตรงไปถึงภาครัฐ โดยการรวมกลุ่มเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางสังคม จำเป็นจะต้องกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า เรากำลังสู้กับใครอยู่ หากเป็นการต่อสู้กับระบบเศรษฐกิจโลก สิ่งสำคัญคือ เครือข่ายเหล่านั้นจะต้องมีกลไกและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และต้องยอมรับว่าอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการรวมพลังส่งเสียงจากคนในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง



