‘อัครนันท์’ ลุยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ สั่งฟันเด็ดขาด คืนร.ร.ปลอดภัยให้นร.
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ คุณปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. และคณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิฯ เข้าร่วม

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบในรายละเอียดและหลักการของร่างประกาศ ศธ. เรื่อง การจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ของศธ. โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการศธ. ในการปรับปรุงการบริหารงานและจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อรองรับภารกิจสำคัญของกระทรวงฯ
นายอัครนันท์ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นำร่างประกาศดังกล่าวไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อความให้มีความรัดกุม ถูกต้อง และเหมาะสมตามข้อเสนอแนะของที่ประชุม ก่อนนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการศธ. เพื่อพิจารณาลงนามประกาศใช้ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจด้านการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และการดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
“ด้านระบบการรายงานเหตุออนไลน์ ศธ.จะนำแพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) มาประยุกต์ใช้เป็นระบบข้อมูลกลาง ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุแล้ว ยังอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานในสังกัดสามารถรายงานและติดตามความคืบหน้าในการจัดการปัญหากรณีเกิดเหตุรุนแรงต่อครูและนักเรียนได้อย่างเป็นระบบอีกด้วย ทั้งนี้ ศธ.มีกำหนดเปิดทดลองใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวจริงในช่วงเดือนกันยายน 2569 โดยก่อนเริ่มการใช้งาน จะได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการจัดการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมและให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานระบบแก่ครู นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ กล่าวต่อว่า ช่วงที่ผ่านมาสังคมวิจารณ์กระทรวงอย่างหนักเรื่องการล่วงละเมิดสิทธิ และมองว่าเราชอบอุ้มคนผิด เพราะกระบวนการล่าช้าจนคนคิดว่าเรื่องเงียบก็จบไป จึงขอฝากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงาน ก.ค.ศ. ฯลฯ ทบทวนมาตรการให้เด็ดขาดและรวดเร็วขึ้น หากเป็นความผิดที่ชัดเจน ควรประกาศยึดหรือพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั่วคราว หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมให้สังคมรับรู้ทันทีโดยไม่ต้องระบุชื่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราลงมือทำจริงๆ และเป็นที่พึ่งได้
“นอกจากนี้ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของครูอีกกว่า 4 แสนคน หากพบครูที่ประพฤติผิดรุนแรง เช่น กรณีทำอนาจารที่จังหวัดขอนแก่น เราไม่ควรทำเพียงแค่พักใบอนุญาตเพราะเขาอาจกลับมาก่อเหตุซ้ำในโรงเรียนอื่นได้อีก แต่ควรพิจารณาเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เขาพ้นจากอาชีพนี้ และเปิดโอกาสให้คนดีๆ เข้ามาเป็นครูแทน” นายอัครนันท์ กล่าว


