นักวิชาการ เผยไทยอันดับ1โลก อัตราเกิดน้อยสุด ชี้กดยช. เคาะสวัสดิการเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า เป็นก้าวแรก รบ.ใส่ใจพัฒนาทุนมนุษย์
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ตนพบว่านโยบายด้านทุนมนุษย์ เริ่มปรากฏขึ้นมากใน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เนื่องจากมหาวิทยาลัยไทยเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น และสิ่งที่ปรากฏชัดคือ ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) เมื่อเร็วๆนี้ มีมติเห็นชอบผลักดันสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า (แรกเกิดถึง 6 ปี) จำนวน 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยจะเร่งนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป จะทำให้เด็ก 2.5 ล้านคนได้รับสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งเรื่องนี้ได้ผลักดันกันมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า การผลักดันในครั้งนี้ หลายภาคส่วนทั้ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิด 3 ประเด็นสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นว่าถ้าไม่ผลักดันเรื่องดังกล่าว ทุนมนุษย์ในประเทศจะมีปัญหาและอุปสรรคมหาศาล ดังนี้ 1.ประเทศไทยมีเด็กแรกเกิดน้อยเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีเด็กเกิดประมาณ 370,000 คน แต่สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยปัญหา คือ ปัญหาพัฒนาการไม่สมวัย มีสภาวะทุพโภชนาการ 2 ทาง คือ เด็กในชนบทจะมีภาวะทุทุพโภชนาการ เตี้ย แคระแกร็น ส่วนเด็กที่อยู่ในเมือง ไม่ทางผักผลไม้ กินแต่ฟาสต์ฟู้ด มีภาวะอ้วน
2.เด็กไทยมีภาวะติดจอนานขึ้น เฉลี่ย 6-7 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กอายุ 0-2 ขวบ เล่นแท็บเล็ต มือถือ มากกว่า 1 ชั่วโมง ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้น มีภาวะเนือยนิ่ง พักผ่อนไม่เพียงพอ
3.ปัญหาเด็ก LGBTQ+ ในทางสังคมได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ยังมีเด็กที่ถูกกระทำและถูกบูลลี่หนักในครอบครัว และสถานศึกษา ยังมีเด็กกลุ่มชายขอบ 8 จังหวัดติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เด็กชาติพันธ์ุ เด็กเปราะบาง และยากจน ที่มีประมาณ 7-8 หมื่นคน และกลุ่มเด็กที่เกิดในภาวะวิฤกตสงคราม และน้ำ ที่มีประมาณ 86,000 คน ที่อาจจะเสี่ยงเจอภาวะถดถอยมากกว่าเด็กปกติ 3-4 เท่า จากการที่โรงเรียนปิด 1,112 แห่ง
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีปัญหาเดิมที่เพิ่มขึ้นมาอีก เช่น ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา น้ำกระท่อม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น ทำให้ กดยช. มองว่าการลงทุนกับเด็กแรกเกิดถ้วนหน้าทุกคน จะช่วยเหลือ และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการลงทุนในเด็กปฐมวัยเด็กทั่วไป จะได้ผลตอบแทนทางสังคม 7 เท่า แต่ถ้าลงทุนกับเด็กเปราะบางเด็กยากจนจะได้รับผลตอบแทนคืน 17 เท่า
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า แม้จำนวนเงิน 600 บาท อาจจะไม่เพียงพอ แต่ถ้าได้รับการอนุมัติแล้ว ทางท้องถิ่นมีความพร้อมก็อาจจะสมทบเงินเพิ่มเติมได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงหากต้องการสนับสนุนให้สวัสดิภาพเด็กอย่างสมบูรณ์ เด็กจะต้องได้รับเงิน 3,000 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การอุดหนุน 600 บาทถ้วนหน้า ถือว่ารัฐได้ทำหน้าที่อย่างดีพอสมควร
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังผลักดันวาระแห่งชาติ โดยเรียกว่า “มหัศจรรย์ 2500 วัน” เป็นแนวคิดการพัฒนาเด็กปฐมวัยของกรมอนามัย ที่ได้รับการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อรับมือกับวิกฤตเด็กเกิดน้อย โดยมุ่งเน้นการดูแลอย่างบูรณาการตั้งแต่แม่เริ่มตั้งครรภ์ต่อเนื่องจนลูกอายุครบ 6 ขวบ เพื่อยกระดับการเติบโตและพัฒนาการอย่างมีคุณภาพ เด็กที่เกิดมาจะได้รับการรองรับด้านสุขภาพ การฉีดวัคซีน อาหาร นม และการเลี้ยงดู ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้น โดยจะเห็นว่ารัฐเริ่มเอาใจใส่ต่อการมีลูกเพิ่มขึ้น โดยมีสวัสดิการรับรอง ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่อยากจะมีลูกเพิ่มขึ้น
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามยังพบปัญหาอุปสรรคที่พบคือ ในงบประมาณ 2570 มีการตัดงบที่เกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์ แต่กลับพบงบไปใช้จ่ายในส่วน AI , แพลตฟอร์ม เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จับต้องไม่ได้ และวัดผลยาก มองว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในปีงบประมาณ 2570 จะพิจารณาเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่ลงทุนด้าน “ทุนมนุษย์” ในตอนนี้ ทุนมนุษย์ของสังคมไทยจะยิ่งล้าหลัง ต่อไปเราอาจจะเป็นสังคมที่เด็กป่วยตั้งแต่เริ่มเกิด การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก การที่จะเป็นผู้ผลิต เพิ่ม GDP ของประเทศจะเป็นไปได้ยาก
นายสมพงษ์กล่าวว่า มองว่ารัฐบาลเริ่มใส่ใจกับทุนมนุษย์ทำให้สังคมไทยมีความหวังมากขึ้น และตนหวังว่าการผลักดันให้เด็กแรกเกิดได้รับสวัสดิการครบถ้วนจะไม่ล้มเหลว และจะได้เริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2570 นี้ ขอให้รัฐบาลเห็นปัญหาด้านทุนมนุษย์ว่าเรากำลังเผชิญนั้นรุนแรงขนาดไหน เพราะการสร้างเด็กที่แข็งแรง ง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย สังคมไทยในขณะนี้กำลังซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย และต้องใช้งบประมาณไปกับผู้ใหญ่ที่แตกสลาย เช่น คนล้นคุก เด็กออกกลางคัน เด็กในสถานพินิจ เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ต้องดูแลเด็กรุ่นใหม่ให้ดี การให้สวัสดิการถ้วนหน้ากับเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า จะเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้ประติดประต่อ ต่อยอดพัฒนาเด็กในอนาคต ถ้าไม่ทำตอนนี้ สังคมไทยอาจจะหมดความหวังแล้ว

