สพฐ.สั่งชะลอฟ้อง 4.3 พันครูหนี้วิกฤต ผุดมาตรการหารเฉลี่ยผู้ค้ำ-คิดเฉพาะเงินต้น
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่า ศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา(ศนค.) เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้ครู โดยผ่านความร่วมมือระหว่างสถานีแก้หนี้ครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในแต่ละจังหวัด อาศัยแนวทางตามหนังสือสพฐ. เรื่อง แนวทางการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จ และเงินบำนาญ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยคำนึงถึงเงินคงเหลือเพื่อการดำรงชีพ เป็นกรอบในการจัดลำดับเจ้าหนี้ วิเคราะห์ข้อมูลรายกรณี และร่วมกันกำหนดแนวทางปรับโครงสร้างการชำระหนี้ที่เหมาะสม ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะผู้ถูกฟ้องและอยู่ในกระบวนการบังคับคดีหรือขายทอดตลาด ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม และสามารถกลับมามีเงินคงเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม
นางภัทรวรรณ กล่าวต่อว่า ศนค. บูรณาการความมือกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และธนาคารออมสิน เพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันที่ได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ โดยการเจรจากับผู้บริหารธนาคารออมสิน เพื่อหาแนวทางปลดภาระผู้ค้ำประกัน ช่วยเหลือครูกลุ่มขั้นวิกฤตหรือกลุ่มที่กำลังจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดยผลการเจรจาล่าสุด ธนาคารออมสินยินดีที่จะชะลอฟ้องให้กับครูกลุ่มนี้ก่อน โดยนายพลพิพัฒน์ วัฒนเศรษฐานุกุล ผู้อำนวยการศนค. ได้รวบรวมข้อมูลรายชื่อครูทั้งหมดที่จะถูกฟ้อง ส่งไปยังธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่เรียบร้อยแล้ว
“ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าสู่กระบวนการ ล้มละเลย จำนวนทั้งสิ้น 4,352 ราย แบ่งเป็น 1.ข้าราชการบำนาญ 2,394 ราย และ 2.ข้าราชการประจำ 1,958 ราย โดยธนาคารออมสินมีมาตรการช่วยเหลือโดยคิดเฉพาะเงินต้น ไม่คิดดอกเบี้ย และใช้วิธีการหารเฉลี่ยหนี้ตามสัดส่วนผู้ค้ำประกัน ถ้าเจ้าหนี้ร่วมใช้ด้วยก็หารรวมเจ้าหนี้ด้วย ซึ่งช่วยปลดภาระและลดความกังวลให้แก่ผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนที่ตนเองไม่ได้ก่อ และไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกฟ้องล้มละลายจนต้องออกจากราชการ” นางภัทรวรรณ กล่าว
นางภัทรวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับครูอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่มีรายได้สุทธิหลังหักยอดชำระหนี้แล้ว เหลือไม่ถึง 30% ของเงินเดือน หรือเงินเหลือใช้ดำรงชีพน้อยกว่า 6,000 บาทต่อเดือน ทางสพฐ. ได้เข้าไปช่วยดูแลเป็นรายบุคคล โดยประสานความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินต่างๆ ในการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การขยายงวดชำระหนี้ เพื่อให้ยอดเงินที่ต้องส่งในแต่ละเดือนลดลง หรือการรวมหนี้ โดยให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูรับภาระหนี้จากสถาบันการเงินอื่นๆ มารวมไว้ที่เดียว นอกจากนี้ สพฐ. กำลังอยู่ระหว่างการระดมทีมกฎหมายในการจัดทำร่างหนังสือ การจัดลำดับการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ โดยได้ประสานขอข้อคิดเห็นร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้หน่วยงานการเงินในเขตพื้นที่การศึกษาสามารถดำเนินการหักเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่กระทบต่อการดำรงชีพของครู
“นอกจากนี้ สพฐ. ได้ร่วมมือกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) พัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างวินัยทางการเงิน การออมและการลงทุน โดยจะแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามช่วงวัย 1.กลุ่มครูผู้ช่วยและครูอายุราชการไม่เกิน 5 ปี เน้นการปูพื้นฐานและวางแผนทางการเงินตั้งแต่เริ่มต้นเข้ารับราชการ ติวเข้มเรื่องการออมเงินและการกู้ยืมเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมและไม่ก่อหนี้สินสะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคต , 2.กลุ่มครูอายุ 30-50 ปี เป็นช่วงที่มีความต้องการกู้ยืมเงินเพื่อสิ่งจำเป็นในชีวิต เช่น การสร้างที่อยู่อาศัย หรือการซื้อยานพาหนะ ทาง สพฐ. จะเข้ามาให้คำแนะนำในการเลือกสถาบันการเงินที่เหมาะสม และช่วยวางแผนการผ่อนชำระอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้กระทบกับสภาพคล่อง , 3.กลุ่มครูใกล้เกษียณ 50-60 ปี เป็นกลุ่มที่ต้องเตรียมตัวอย่างระมัดระวัง เนื่องจากหลังอายุ 60 ปี รายได้บางส่วน เช่น เงินวิทยฐานะและเงินเพิ่มพิเศษต่างๆ จะหมดไป โดย สพฐ. มุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้ ให้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนอนุมัติการกู้ยืม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ค้ำประกันให้ในกรณีที่ผู้กู้ชำระไม่ไหวหลังเกษียณอายุราชการ และ 4.กลุ่มข้าราชการบำนาญ เน้นการฟื้นฟูฐานะทางการเงิน การปรับโครงสร้างหนี้ การช่วยเหลือผู้ค้ำประกัน และการวางแผนใช้เงินบำนาญอย่างยั่งยืน เพราะผู้เกษียณมีรายได้ประจำลดลงแต่ยังมีภาระหนี้เดิม จึงต้องเน้นการรักษาสภาพคล่อง และลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับคดี ทั้งนี้ ภาพรวมการดำเนินงานของ สพฐ. ในขณะนี้ ถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยมุ่งหวังว่าจะสามารถบรรเทาความทุกข์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงสร้างความยั่งยืนทางการเงินให้เกิดขึ้นในระบบราชการต่อไป” นางภัทรวรรณ กล่าว

