ยศชนัน นำทีม 5 กระทรวง-เอกชน โชว์ผลงาน 90 วัน พัฒนาทุนมนุษย์ พร้อมเปิดตัว คณะอนุกรรมการฯ ดึงทัพบิ๊กธุรกิจร่วมขับเคลื่อนประเทศ
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ อาคารจักรพันธุ์เพ็ญสิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Thailand ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการอว.การปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ตอนหนึ่งว่า ใครจะเชื่อว่า ประเทศเล็ก ๆ ที่เมื่อ 50 ปีก่อนแทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย วันนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่น่ากลัว นั่นคือสิงคโปร์ ซึ่งเลือกลงทุนกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างจริงจัง จนสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่ประเทศไทยยังมีความหวัง หากเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อว.พร้อมกับกระทรวงต่าง ๆ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของ อว.มีแผนปฏิบัติการ 8 ยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่เศรษฐกิจ ความมั่นคง ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งได้มีการทำงานเชื่อมโยงการทำงานด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม

ทั้งนี้ อว. ทำงานอย่างหนัก ทั้งการสานงานเดิม และเพิ่มงานใหม่ เพื่อสร้าง Impact ให้เกิดขึ้นจริงกับสังคมไทย ขอพาไปดู 10 ผลงานไฮไลต์ที่เราลงมือทำเพื่อเข้าไปปลดล็อกปัญหาให้พี่น้องประชาชน เราเริ่มงานใหม่ด้วยการทะลวง Pain Point เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านนโยบาย ‘TCAS69 เท่าเทียม’ รัฐบาลอัดฉีดงบกว่า 147 ล้านบาท ช่วยซัพพอร์ตค่าสอบ ค่าสมัคร และระบบแฟ้มสะสมผลงานให้เด็กมัธยมปลายและผู้ปกครองกว่า 9 แสนคน ถัดมาคือการเอาเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาคลาสสิกของระบบราชการด้วย ‘AI ตรวจวิจัยซ้ำซ้อน’ สแกนโครงการไปเกือบ 8 พันโครงการ เซฟงบประมาณประเทศไปได้ถึง 72 ล้านบาทในปีแรก และแน่นอนว่าคนทำงานก็ต้องมีขวัญกำลังใจ เรากำลังเตรียมเสนอ ครม. ปรับเงินเดือนชดเชยให้พนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 67,000 คน เพื่อดึงคนเก่งให้อยู่กับระบบอุดมศึกษาไทยต่อไป นอกจากนี้ เรายังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับโปรเจกต์ ‘CE-7 MATCH’ ที่วิศวกรไทยจะได้ส่งอุปกรณ์วิจัยอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ร่วมกับจีนในเดือนสิงหาคมนี้ นี่คือการโชว์ศักยภาพเด็กไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง

ในส่วนของการขยายผลงาน เราดัน ‘Traffy Fondue’ ให้คัฟเวอร์ 37 จังหวัด เพิ่มฟีเจอร์วิดีโอและเมนูเพื่อคนตาบอด ช่วยเคลียร์ปัญหาจุกจิกให้ประชาชนไปแล้วถึง 1.9 ล้านเรื่อง ด้านสาธารณสุข เราอัปเกรด ‘Digital Healthcare’ ทำให้ผู้ป่วยกว่า 3.6 ล้านคนเข้าถึงการแพทย์ปฐมภูมิและฉุกเฉินได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องปากท้อง เราเอาแพลตฟอร์ม ‘แก้จนแม่นยำ’ (PPAP) ไปชี้เป้าแก้ปัญหาให้ชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือนใน 20 จังหวัด และดัน ‘Local Enterprises’ ยกระดับวิสาหกิจชุมชนจนสร้างรายได้เข้าพื้นที่สูงถึง 9,448 ล้านบาทต่อปี สำหรับเรื่องภัยพิบัติ เราใช้ Big Data และ IoT ขยายผล ‘น้ำมั่นคง 10 จังหวัด’ เซฟความเสียหายให้เกษตรกรไปกว่า 600 ล้านบาท ปิดท้ายด้วยความ ‘รถไฟไทยทำ’ ที่เราต่อยอดงานวิจัยจนเตรียมผลิตโบกี้เองในประเทศ ลดการนำเข้าและตั้งเป้าสร้างรายได้แตะ 700 ล้านบาทในปีหน้า ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่า เราเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
“อย่างไรก็ตามหากเรารู้แล้วว่าประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่เพียงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการสร้างทักษะด้านอาชีพเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมควบคู่กันไปด้วย วันนี้จึงอยากชวนทุกภาคส่วนร่วมกันคิดว่า หากวันหนึ่งลูกหลานของเราเกิดขึ้นมาในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจะมอบอะไรให้กับเขาได้บ้าง นอกจากการศึกษาในห้องเรียน เราจะสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมแบบใดที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างมีศักยภาพ”ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า โดยมีแผนปฏิบัติการ Lifelong Support ซึ่งทุกกระทรวงทั้งในกำกับของตนเอง และกระทรวงนอกกำกับการดูแลทำงานร่วมกัน ดูแลคนไทยแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ที่รัฐบาลมุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงาน ปรับเวลาศูนย์เด็กปฐมวัยให้สอดคล้องกับเวลาเข้างานของพ่อแม่ พร้อมเร่งรัดการจ่ายเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทให้รวดเร็วขึ้นภายใน 30-45 วัน และผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็ก ต่อเนื่องมาถึงวัยเรียน (7-18 ปี) ที่ขับเคลื่อนนโยบาย “คืนเวลาให้ครู” โดยยกเลิกโครงการซ้ำซ้อนและลดตัวชี้วัดลงถึง 71.52% เพื่อให้ครูกว่า 30,000 แห่งพ้นภาระงานเอกสาร ควบคู่กับการผลักดันโครงการ Zero Dropout PLUS ตั้งเป้าพาเด็ก 500,000 คนกลับเข้าสู่ระบบ และมอบทุนเรียนต่อนานาชาติ ODOS กว่า 3,282 คน สำหรับวัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพและวัยสร้างตัว (19-35 ปี) รัฐบาลได้สร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาโดยอุดหนุนงบประมาณ TCAS กว่า 147.2 ล้านบาท ทำให้ผู้สมัครกว่า 9 แสนคนได้สอบ TGAT/TPAT ฟรี พร้อมตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 12,000 คน นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการจัดหางานให้ประชาชนกว่า 40,051 คน ยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย และร่วมมือกับ Google แจกทุน Career Certificate เพื่อเดินหน้าอัปสกิลแรงงานไทยสู่ยุค AI จำนวน 10 ล้านคน ในส่วนของวัยขยายศักยภาพไปจนถึงวัยเก๋าและกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) รัฐบาลเน้นยกระดับเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเทคโนโลยี โดยสนับสนุนการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลักดันพื้นที่เกษตร GAP และอินทรีย์ 2.62 ล้านไร่ พร้อมส่งเสริมแอปพลิเคชันจัดการแปลงเกษตรด้วยดาวเทียม ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงก่อนเกษียณด้วยสูตรบำนาญชราภาพ “CARE” ปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อลดการรอคอย และใช้ระบบ Social Map ค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 2.3 แสนคนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้ ยังขยาย Digital Healthcare Platform ที่มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 3.67 ล้านคน เตรียมเปิดตัว Senior Complex ที่บางละมุง และเตรียมเคาะเบี้ยคนพิการถ้วนหน้า 1,000 บาท
“ทั้งหมดนี้ ต้องยกเครดิตให้ทีมแผนยุทธศาสตร์ ที่ถูกขับเคลื่อนโดย “ว่าที่คณะอนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ภายใต้กลไกของ กรอ. ซึ่งมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะทางถึง 7 คณะ ทำงาน ร่วมกับรัฐมนตรี ทั้ง 5 กระทรวงในกำกับโดยเป็นการรวมตัวของเครือข่ายผู้นำระดับประเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา, คุณจรีพร จารุกรสกุล, รศ.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, คุณคมกริช นาคะลักษณ์, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, คุณแบ๊งค์ งามอรุณโชติ, นายสราวุฒิ อยู่วิทยา, นายบวรนันท์ ทองกัลยา,นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์, นายเรืองโรจน์ พูนผล,นายอติชาญ เชิงชวโน, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง, นายอิสระ ว่องกุศลกิจ,นายสาระ ล่ำซำ, นายผยง ศรีวณิช และนายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ซึ่งจะเป็นว่าที่คณะกรรมการ ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหลังจากมีพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนนโยบายการลงทุนกับคนไทย ให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจทรงพลังที่พร้อมยกกำลังประเทศไทยอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายต่อไป “ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว









