รายงาน : ปลุกกระแส ‘หนังสือพิมพ์’ ฝึกเด็กไทยรู้เท่าทันสื่อ

27.07.26 | 09:00 น.

ปัจจุบันในยุคที่เด็กเติบโตท่ามกลางโลกออนไลน์ ข่าวสารหลั่งไหลทั้งข่าวจริง ข่าวปลอมที่มีเนื้อหาบิดเบือน หรือสื่อที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การปลูกฝังทักษะ “รู้เท่าทันสื่อ” จึงไม่ใช่เพียงบทเรียนในห้องเรียน แต่เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กทุกคน เพื่อให้สามารถคิด วิเคราะห์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิสภาการสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยการสนับสนุนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออนไลน์” อบรมครูจากโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 24 แห่ง ภายหลังการอบรม ครูแต่ละโรงเรียนได้นำองค์ความรู้ไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน

นางระวีพร แสนพยุห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพหลโยธิน (พ่วงเจริญอุปถัมภ์) เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านสื่อ โรงเรียนได้นำความรู้มาขยายผล ผ่านการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนในรูปแบบ บูรณาการ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย เล่นเกมตอบคำถามการรู้เท่าทันสื่อ, คณิตศาสตร์ ค้นหาตัวเลขบนหนังสือพิมพ์, วิทยาศาสตร์ การทำว่าวปักเป้าจากหนังสือพิมพ์, ภาษาอังกฤษ เล่นเกม kahoot ตอบคำถามการรู้เท่าทันสื่อเป็นภาษาอังกฤษ และกลุ่มบูรณาการ ระหว่างวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม วิชาศิลปะ และวิชาเทคโนโลยี ยกตัวอย่างข่าวและรูปภาพจากข่าว ให้เด็กยกป้ายว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม โดยให้นักเรียนเวียนกันลงมาทำกิจกรรม จับคู่ระหว่างชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้ฝึกทักษะวิเคราะห์ข่าวจริงและข่าวปลอม

Advertisement

“โรงเรียนแก้ปัญหาเด็กติดโซเชียล โดยไม่ให้เด็กพกโทรศัพท์มือถือเข้าห้องเรียน ใช้ระบบฝากใส่กล่อง และเปิดโอกาสให้ใช้ Chromebook คือ โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ ChromeOS ของ Google เน้นการทำงานบนเว็บและระบบคลาวด์เป็นหลัก ภายใต้การกำกับดูแลของคุณครูอย่างใกล้ชิด โดยทั้งหมดใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการสร้างข้อตกลงร่วมกับผู้ปกครอง และมีการลงมติกำหนดมาตรการร่วมกัน” นางระวีพรกล่าว

สอดคล้องกับ นางวาณีย์ กระจ่าง คุณครูโรงเรียนพหลโยธิน ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันเด็กในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายยังรู้จักหนังสือพิมพ์ เนื่องจากผู้ปกครองบางครอบครัวยังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ รวมถึงโรงเรียนมีหนังสือพิมพ์อยู่ที่ห้องสมุด และได้นำหนังสือพิมพ์เข้ามาเป็นสื่อการสอนหลายวิชา รวมถึงสอนทักษะการรู้เท่าทันสื่อ แม้กระทั่งสื่อที่สร้างจาก AI ที่ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนทุกครั้ง

ขณะที่ นางชนิตา สิมหลวง ครูโรงเรียนพหลโยธิน กล่าวคล้ายกันว่า ความท้าทายของครูในปัจจุบัน คือ เด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่ายมากขึ้น ส่วนใหญ่เด็กนิยมเสพสื่อในรูปแบบวิดีโอสั้น บางวิดีโอเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก แต่เด็กกลับลอกเลียนแบบพฤติกรรม และนำพฤติกรรมที่ลอกเลียนแบบมาใช้ที่โรงเรียน ทั้งภาษากายและภาษาพูด ซึ่งผู้ปกครองไม่ได้มีเวลาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ความท้าทายจึงตกมาอยู่ที่ครู จะต้องตามให้ทันกระแสและนำสิ่งที่ได้มาสอดแทรกในรายวิชา

น.ส.ณัฐธิดา เฉลิมพล คุณครูโรงเรียนวัดบางพลัด เล่าว่า “หนังสือพิมพ์” เป็นสื่อดั้งเดิม มีกระบวนการกลั่นกรองข่าวอย่างเข้มงวด จึงนำมาดัดแปลงเป็น 5 ฐานกิจกรรม เพื่อดึงเด็กๆ ออกจากหน้าจอ เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและการปฏิบัติจริง (Active Learning) ดังนี้ ฐานที่ 1 “จอมโวหาร ขานข่าวเด่น” นำหนังสือพิมพ์มาเป็นสื่อกลาง ให้เด็กอ่านและจับใจความสำคัญของข่าว จากนั้นนำมาแต่งเป็นกลอนสุภาพหรือกลอนแปด เพื่อฝึกทักษะภาษาและการสรุปใจความสำคัญ, ฐานที่ 2 “ไขปริศนาลับ ฉบับมติชน” สวมบทบาทเป็นนักสืบ สังเกตแหล่งที่มากับข้อเท็จจริง เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่างข่าวจริงและข่าวปลอม, ฐานที่ 3 “Cyber Kids ภารกิจล่าศัพท์มติชน” ค้นหาคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ใช้คอมพิวเตอร์สืบค้นคำแปล วิเคราะห์ความหมาย และนำเสนอผลงานร่วมกันหน้าชั้นเรียน, ฐานที่ 4 “News Lab นักข่าวรุ่นเยาว์” ใช้ประโยชน์จากห้องปฏิบัติการของโรงเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนทดลองเป็นผู้ประกาศข่าว โดยมีเพื่อนในฐานร่วมกันวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข่าว และฐานที่ 5 “บางพลัดสื่อสร้างศิลป์” ศึกษาโครงสร้างหนังสือพิมพ์ แล้วลงมือสร้างสรรค์หนังสือพิมพ์ฉบับของตนเอง พร้อมฝึกแยกแยะว่าเนื้อหาส่วนใดคือ ข้อเท็จจริง และส่วนใดคือ การแสดงความคิดเห็น

ปัจจุบันเด็กในระดับประถมศึกษาตอนต้นเริ่มไม่รู้จักหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษแล้ว เนื่องจากคุ้นชินกับสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อเกิดความสงสัยมักใช้วิธีเสิร์ชหาคำตอบในอินเตอร์เน็ตและเชื่อข้อมูลแรกที่พบทันที โดยไม่ได้ตั้งคำถามถึงความถูกต้อง ส่วนเด็กในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายยังรู้จักหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ทางโรงเรียนจึงนำหนังสือพิมพ์มาใช้เป็นสื่อการสอน เพื่อให้เด็กเห็นถึงความสำคัญของกระบวนการกลั่นกรองข้อมูล

ส่วนใหญ่เด็กสนใจแค่ว่ายอดวิวเยอะไหม หรือเป็นกระแสหรือเปล่า โดยไม่สนว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือเท็จ พอเห็นเป็นกระแสก็พร้อมจะแชร์ต่อทันที ความท้าทายของครู คือ จะทำอย่างไรให้นักเรียนมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ จึงต้องจัดเป็นฐานกิจกรรมให้เด็กได้มีส่วนร่วม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้รู้จักคิดก่อนแชร์ โรงเรียนไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ได้ปรับตัวควบคู่กัน โดยในรายวิชาคอมพิวเตอร์ของเด็กในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ได้มีการสอดแทรกการใช้งาน AI เพื่อให้เด็กเข้าใจถึงการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลและการคัดกรองสื่ออย่างรอบด้าน

แม้หนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษจะค่อยๆ หายไปจากวิถีชีวิตของเด็กยุคใหม่ แต่บทเรียนจากโครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า “หนังสือพิมพ์” ยังมีคุณค่าในฐานะเครื่องมือฝึกคิด เพราะทุกข่าวผ่านกระบวนการตรวจสอบ กลั่นกรอง และรับผิดชอบต่อสังคม ในยุคที่ข้อมูลไหลบ่าอย่างไร้พรมแดน การสร้างเด็กให้ “คิดก่อนเชื่อ ตรวจสอบก่อนแชร์” อาจสำคัญกว่าการทำให้เด็กเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะท้ายที่สุด การรู้เท่าทันสื่อไม่ใช่วิชาของคนทำข่าว แต่เป็นทักษะชีวิตที่เด็กไทยทุกคนต้องมี เพื่อเติบโตอย่างปลอดภัยในโลกดิจิทัล