ศธ.เปิดรับฟังความเห็น ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ถึง 25 ส.ค. ก่อนเคาะชง ครม.ไฟเขียว เข้าสภาฯ ร่ายยาว 72 มาตรา รื้อระบบการศึกษาไทย ตั้งบอร์ดชาติ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ให้อำนาจกำหนดนโยบายและงบฯ กระจายอำนาจสู่สถานศึกษา ปรับระบบสู่ สมรรถนะ-ผลลัพธ์การเรียนรู้
นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ตั้งแต่ วันที่ 27 กรกฎาคม ถึง วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ โดยสาระสำคัญ ทางคณะอนุกรรมการฯ พยายามจะทำให้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ให้เป็นธรรมนูญการศึกษา โดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีการทำงาน ภายใต้ร่มเดียวกัน โดยเสนอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่จะเป็นเหมือนร่มใหญ่ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้ทำงานประสานยึดโยงกัน โดยอำนน้าที่หบักๆ จะคล้ายกับคณะกรรมการสภาการศึกษาเดิม แต่จะมีความชัดเจนมากขึ้น
“ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการฟังความคิดเห็นอยู่ โดยไทม์ไลน์หลังจากวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว จะมีการปรับปรุงรายละเอียด เพื่อเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดสภาการศึกษาที่มี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นประธานพิจารณา ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในเดือนกันยายน หากครม. ให้ความเห็นชอบ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดูรายละเอียด ก่อนเข้าเสนอสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระ1 รับหลักการ ตามขั้นตอนต่อไป ” นายประวิต กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. จำนวน 72 มาตรา รวม 73 คำถาม ตั้งแต่บัดนี้จนถึง วันที่ 25 สิงหาคม 2569 กลุ่มเป้าหมาย มีทั้ง นักเรียน เยาวชน และผู้เรียน, ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม, หน่วยงานส่วนกลางและองค์กรหลักด้านการศึกษา, ประชาชนทั่วไป, องค์กร NGO และผู้ทรงคุณวุฒิ
สำหรับหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น ดังนี้
1.การกำหนด “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” ให้เป็น Regulator ระดับชาติ การสร้างเอกภาพและการบูรณาการ จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบาย และมาตรฐานการศึกษาชาติข้ามกระทรวง การใช้อำนาจเชิงบริหารและงบประมาณ ให้อำนาจคณะกรรมการฯ ในการจัดสรรงบประมาณและการกำหนดกฎกติกา เพื่อให้มีผลผูกพันหน่วยงานปฏิบัติจริง และการสร้างข้อยกเว้นทางกฎระเบียบ (Regulatory Sandbox) อำนาจในการอนุมัติข้อยกเว้นกฎหมายหรือระเบียบเดิม เพื่อทดลองใช้รูปแบบ/นวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ในพื้นที่หรือสถานศึกษาทดลอง ก่อนนำไปขยายผล
2.การกระจายอำนาจและสร้างความเป็นอิสระแก่ “สถานศึกษา” เพิ่มยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ : มุ่งกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่สถานศึกษาใน 4 ด้าน (วิชาการ, งบประมาณ, งานบุคคล และการบริหารทั่วไป) เพื่อให้โรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ตามบริบทและความพร้อมของพื้นที่ และลดความยุ่งยากเชิงโครงสร้าง เปิดโอกาสให้สถานศึกษามีความคล่องตัวเชิงการบริหารจัดการ โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเงื่อนไขนิติบุคคลแบบเดิม แต่กำกับด้วยมาตรฐานการศึกษาชาติ
3.การเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบการศึกษาอิงสมรรถนะ” และ “ผลลัพธ์การเรียนรู้” เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ (DOE) เปลี่ยนจากการเน้นชั่วโมงเรียนหรือการท่องจำเนื้อหา มาเป็นการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามช่วงวัย (คิดวิเคราะห์, ทักษะชีวิต, สุขภาวะ และคุณธรรม) และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Credit Bank System) รองรับระบบการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต/ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ไร้รอยต่อระหว่างการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
4.การปฏิรูปการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษา ประเมินเพื่อการพัฒนา (Assessment for Development) ปรับเปลี่ยนระบบประกันคุณภาพและประเมินผล ให้ประเมินตามสภาพความพร้อมและระดับการพัฒนาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง และยกเลิกการผูกขาดการประเมิน ไม่ยึดติดหรือผูกขาดกับหน่วยงานประเมินเพียงหน่วยงานเดียว แต่เน้นวิธีการประเมินที่หลากหลายเพื่อลดภาระงานเอกสารของครูและสถานศึกษา
5.การยกระดับวิชาชีพและบทบาทของ “ครู” ปรับบทบาทครู เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้/ผู้สอน” ไปเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Learning Facilitator) และพัฒนานิเวศวิชาชีพครู คณะกรรมการนโยบายฯ จะกำหนดเกณฑ์กลางเกี่ยวกับระบบการผลิต คัดเลือก และพัฒนาวิชาชีพครู ให้เน้นสมรรถนะและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
6.การสร้างหุ้นส่วนทางการศึกษา (Educational Partnerships) ดึงภาคส่วนอื่นร่วมจัดการศึกษา : ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษา รวมถึงการมีคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่
นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ฉบับนี้ ยังมีการใช้ระบบคณะกรรมการเพื่อการบริหารนโยบายแบบบูรณาการและมีเอกภาพ โครงสร้างการศึกษาไทยเชื่อมโยงหลายกระทรวงและหลายภาคส่วน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จึงใช้กลไก เช่น คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เพื่อรวมการกำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ และการจัดสรรงบประมาณไว้ในระดับนโยบาย การดึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน(Expertise)ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนภาคเอกชน ประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานและคอร์สเรียน แทนการตัดสินใจโดยข้าราชการประจำเพียงฝ่ายเดียว และการลดการบริหารแบบรวมศูนย์และสร้างคานงัดถ่วงดุล ใช้คณะกรรมการกระจายอำนาจการบริหารจัดการไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา เพื่อความยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทท้องถิ่น
สำหรับมาตรสำคัญ อาทิ มาตรา 7 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง, กรรมการโดยตำแหน่ง อาทิ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดอว. ปลัดกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดศธ. ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความสามารถ ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้เลขาธิการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ไม่เกินสองคน มติของคณะกรรมการนโยบายมีผลผูกพันส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการ เป็นกรรมการ และคณะกรรมการเกี่ยวกับการศึกษาตามกฎหมายอื่นด้วย
มาตรา12 ให้คณะกรรมการนโยบายมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1.กำหนดนโยบาย แนวทางในการจัดการศึกษา มาตรฐานการศึกษาชาติ รูปแบบและวิธีการจัดการศึกษา การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และการประเมินเทียบโอนผลการเรียนและเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ของสถานศึกษา 2.ให้ความเห็นชอบร่างแผนการศึกษาแห่งชาติเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา (16) 3.พิจารณาให้ความเห็นในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 4.เสนอแนะเกี่ยวกับแผนอัตรากำลังด้านการศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติ 5.จัดให้มีกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและกำหนดมาตรการที่จะให้หน่วยงานของรัฐชี้ชวน ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนดังกล่าว 6.กำหนดแนวทางเพื่อจัดให้มีระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้ การบริหารจัดการข้อมูล 7.ติดตามดูแลการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามพ.ร.บ.นี้ และแผนการศึกษาแห่งชาติ ในกรณีความปรากฏว่ามีการปฏิบัติหรือดำเนินการไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.นี้ หรือแผนการศึกษาแห่งชาติ ให้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีและเปิดเผยให้ประชาชนทราบ แต่ในกรณีที่เห็นว่า มีการไม่ปฏิบัติตามมาตรา55 ให้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดก่อน หากมิได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ให้รายงานต่อครม. และเปิดเผยให้ประชาชนทราบ 8.เสนอแนะต่อครม.ให้มีการปฏิรูปการศึกษาหรือสร้างนวัตกรรม ในการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาการของโลกและความจำเป็นของประเทศ 9.เสนอแนะต่อครม.ให้มีการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการจัดการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การจัดตั้ง ยุบ เลิก หรือควบรวมหน่วยงานทางการศึกษา ให้สอดคล้องกับการพัฒนาการของโลกและความจำเป็นของประเทศ 10.พิจารณาเสนอแนะให้มี ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา ต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเสนอแนะให้มีการปรับปรุงพ.ร.บ.นี้ และกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์จากการทดลองตาม (8) 11.แต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการ นโยบายมอบหมาย 12.ออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด หรือประกาศ เพื่อดำเนินการให้เป็นไป ตามพ.ร.บ.นี้ 13.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณต้องจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบข้อเสนอแนะตาม (8) คณะกรรมการนโยบาย จะเสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้มีการทดลองการปฏิรูปการศึกษาหรือสร้างนวัตกรรมในการศึกษาในขอบเขต พื้นที่ หรือสถานศึกษา ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้มีการดำเนินการจัดการศึกษาหรือดำเนินการตามนวัตกรรมในการศึกษาในขอบเขต พื้นที่ และสถานศึกษาตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว โดยไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว การออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด หรือประกาศ ตาม (11) เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ในการดำเนินการตามมาตรา12 (1) และ (2) ให้คำนึงถึงความเป็นอิสระในการบริหารการศึกษาตามความพร้อมของสถานศึกษานั้นด้วย ในการดำเนินการการบริหารจัดการข้อมูล ตาม (6) คณะกรรมนโยบายมีอำนาจในการเรียกข้อมูลด้านการศึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพ.ร.บ.นี้
มาตรา15 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติเป็นส่วนราชการในส่วนกลางของศธ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการศธ. และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการ และดำเนินการเพื่อให้คณะกรรมการนโยบายบรรลุภารกิจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.นี้ รวมตลอดทั้งอำนวยความสะดวก ประสานงาน ให้ความร่วมมือส่งเสริม และสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบาย และให้มีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย (1) ดำเนินการหรือจัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย รวบรวม และจัดทำข้อมูล เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการ ที่คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้ง (2) รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บไว้เพื่อนำไปวิเคราะห์วิจัยหรือใช้ประโยชน์ในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยจะใช้วิธีการเชื่อมโยงกับระบบของหน่วยงานดังกล่าวก็ได้ (3) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรฐานการศึกษาชาติ ตามมาตรา41ผลสัมฤทธิ์ อุปสรรคของการศึกษาของประเทศ รายงานดังกล่าวเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายแล้ว ให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและเปิดเผยให้ประชาชนทราบ (4) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะกรรมการ นโยบายมอบหมาย
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ สำนักงานจะจัดให้มีผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ ในการวิจัยมาทำหน้าที่เต็มเวลา หรือจะจัดให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินการ เรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นการเฉพาะตามความจำเป็นเป็นครั้งคราว ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าตอบแทนที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดก็ได้ ให้สำนักงานมีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมีหน้าที่บริหารราชการของสำนักงาน รับผิดชอบขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน
มาตรา 17 ให้มีการพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของแผนการศึกษาแห่งชาติ ทุก 5 ปี แต่ในกรณีมีความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ครม.หรือคณะกรรมการนโยบาย จะมีมติให้ทบทวนความเหมาะสมของแผนการศึกษาแห่งชาติก่อนระยะเวลาดังกล่าวก็ได้
มาตรา 23 การพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน การศึกษาภาคบังคับ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.การพัฒนาเด็กปฐมวัยในสถานพัฒนาปฐมวัยตามกฎหมายว่าด้วย การพัฒนาเด็กปฐมวัยของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้ารัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นว่าการให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการจะประหยัดและมีประสิทธิภาพดีกว่าการดำเนินการเอง รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสนับสนุนเงินหรือทรัพย์สินให้แก่ผู้เรียนหรือสถานศึกษาของเอกชนแทนการจัดการศึกษาเองก็ได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการนโยบาย 2.การศึกษาภาคบังคับ ครอบคลุมระยะเวลา 9 ปี นับจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการศึกษาพื้นฐาน 15 ปี ครอบคลุมการศึกษาในระดับก่อนวัยเรียน 3 ปี กรณีสถานศึกษาของรัฐให้จัดการศึกษาแบบให้เปล่า ไม่มีการเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มเติม ในส่วนของสถานศึกษาเอกชน และหน่วยงานอื่น ให้รัฐจัดสรรงบประมาณร่วมสมทบจ่ายโดยคำนึงความพร้อมของสถานศึกษา และความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ
มาตรา 30 รัฐมีหน้าที่ในการรับประกันสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของผู้เรียนทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศ สถานะทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ หรือความเชื่อทางศาสนา บุคคลซึ่งมีความจำเป็นเฉพาะหรือความต้องการพิเศษทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสาร และความสามารถในการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพ เยาวชนกลุ่มเปราะบาง ชาติพันธุ์ มีสิทธิและโอกาสได้รับการดูแลสนับสนุนเป็นพิเศษด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานและการดำรงชีวิต ซึ่งรวมถึงบริการคัดกรองและวินิจฉัย สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ การบริการ การสอนเสริม และความช่วยเหลืออื่นใด ผู้เรียนพึงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของตนเอง อย่างเต็มกำลังความสามารถ ตลอดจนมุ่งยกระดับความสมรรถนะและพัฒนาตนเองเต็มที่ตามศักยภาพ



