ผอ.เขตพื้นที่-นักวิชาการหนุนพ.ร.บ.การศึกษาใหม่ ตั้งซูเปอร์บอร์ดการศึกษา นายกฯนั่งปธ.ลุยขับเคลื่อน ชี้’กระจายอำนาจ’ยังไม่ชัด รบ.ผนึก 2 กระทรวง ศธ.-แรงงาน ร่วมปฏิรูปใหญ่เพิ่มทักษะในห้องเรียน-จบแล้วมีอาชีพ
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ถึง วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ โดยสาระสำคัญ ทางคณะอนุกรรมการฯ พยายามจะทำให้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ให้เป็นธรรมนูญการศึกษา มีการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในเดือนกันยายน หาก ครม. ให้ความเห็นชอบ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดูรายละเอียด ก่อนเข้าเสนอสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระ1 รับหลักการ ตามขั้นตอนนั้น
ล่าสุด นายเลอศักดิ์ รัชณาการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 1 ในฐานะนายกสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย (ส.บ.พ.) กล่าวว่า กรอบระยะเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น ถือว่าเหมาะสม ทั้งนี้เท่าที่ศึกษาเนื้อหา ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ภาพรวมถือว่าทำได้ดี มีการวางหลักการไว้อย่างครอบคลุม โดยให้เรื่องโครงสร้าง ไปไว้ย่อมในกฎหมายลูก
นายเลอศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเห็นด้วยกับการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน เนื่องจากจะช่วยให้การขับเคลื่อนการศึกษาเป็นไปในลักษณะเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง ตรงตามหลักการ All for Education
“จากการศึกษาเนื้อหา ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ คิดเห็นว่ามีการเน้นไปที่ภาพรวมของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การจัดสรรงบประมาณ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ยังไม่มีการลงรายละเอียด ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจจะอยู่ในกฎหมายลูก” นายเลอศักดิ์
นายเลอศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อจำกัดของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับนี้ คือ การกระจายอำนาจลงสู่สถานศึกษาที่ยังไม่ชัดเจน ภายใต้แนวคิด หนึ่งนโยบาย หลากหลายการปฏิบัติ คือ ส่วนกลางทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบาย แต่กระจายอำนาจบริหารจัดการลงสู่โรงเรียนให้ได้มากที่สุด ให้สถานศึกษามีความอิสระ คิดนอกกรอบ และมีอำนาจตัดสินใจ ทั้งงานวิชาการ, งบประมาณ, การบริหารบุคคล และงานบริหารทั่วไป นอกจากนี้ ควรให้โรงเรียนและสถานศึกษามีสถานะเป็นนิติบุคคลอย่างชัดเจนเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ รวมถึงควรมีแนวทางส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพ ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ
นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในฐานะคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. กล่าวว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ให้มีความสมบูรณ์ ส่วนการตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ มีอำนาจในการวางนโยบาย ซึ่งรายละเอียดตรงนี้มีมาตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 660/2564 ที่ค้างอยู่ในสภาฯ จึงหยิบมาเป็นแนวทางในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ ขณะเดียวกันยังพิจารณาข้อกฎหมายในร่างฉบับอื่นร่วม
“คณะกรรมการนโยบายฯ ถ้าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้เขียนให้มีการปฏิรูปโครงสร้าง แต่เป็นการใช้อำนาจของคณะกรรมการนโยบายฯจัดทำข้อเสนอแนะ รัฐบาล ซึ่งผมเห็นด้วยถึงแม้ว่าจะมีความซับซ้อน” นายอดิศร กล่าว
ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน ร่วมกันเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการศึกษาไทยครั้งสำคัญจากแบบเดิมที่เรียนจบแล้วค่อยเริ่มหางาน ปรับไปสู่การวางเส้นทางอาชีพและทักษะตั้งแต่ยังอยู่ในห้องเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นคง สอดกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจยุคใหม่
“ความร่วมมือระหว่างสองกระทรวง มุ่งเน้นตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริงและลดความเหลื่อมล้ำ โดยขับเคลื่อนผ่าน 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงาน ดึงภาคเอกชนและสถานประกอบการมาร่วมออกแบบหลักสูตร , ไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลุ่มว่างงานให้กลับเข้าสู่ระบบ, ฝึกงานปลอดภัยได้ประสบการณ์จริง, ป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย, เพิ่มศักยภาพการศึกษาไทยด้วยบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ ปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการขอและต่อใบอนุญาตทำงาน (E-Work Permit) ให้แก่ครูและบุคลากรต่างชาติ และปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อมีรายได้ ด้วยการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต”ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว



