‘นักวิชาการ’ ชี้ครอบครัวปัจจัยเสี่ยง ผลิตความรุนแรงซ้ำ ปัญหาบูลลี่-ข่มขู่-รีดไถ ในร.ร.พุ่ง

9.08.26 | 13:39 น.

‘นักวิชาการ’ ชี้ครอบครัวปัจจัยเสี่ยง ผลิตความรุนแรงซ้ำ ปัญหาบูลลี่-ข่มขู่-รีดไถ ในร.ร.พุ่ง

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ ‘การผลิตซ้ำความรุนแรง’ อย่างน่าวิตก ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีตัวบ่งชี้และปัจจัยสนับสนุนที่สะสมและเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี ที่ผ่านมา อาทิ ปี 2563 เหตุการณ์กราดยิงที่ จังหวัดนครราชสีมา , ปี 2565 เหตุการณ์กราดยิงที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วน ตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู , ปี 2566 เหตุการณ์กราดยิงที่ สยามพารากอน และปี 2569 เหตุการณ์กราดยิงที่ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงเหตุการณ์กราดยิงล่าสุดที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี


นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการผลิตซ้ำความรุนแรง ตนในฐานะคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) มีตัวบ่งชี้และปัจจัยที่สร้างความรุนแรงในสังคมไทยเพิ่มขึ้นทุกปี จากการเปิดเผยข้อมูลและรายงานวิจัย พบปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนถึงวิกฤตความรุนแรง ดังนี้ 1.ปัญหาครอบครัว อัตราการหย่าร้างในสังคมไทยพุ่งสูงถึงประมาณ 40% , 2.อัตราเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดมีช่วงอายุน้อยลงเรื่อยๆ เริ่มพบตั้งแต่ช่วงอายุ 13–14 ปี , 3.การครอบครองอาวุธปืน ไทยมีอัตราการถือครองปืนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉลี่ยสูงถึง 15 กระบอกต่อประชากร 100 คน , 4.พฤติกรรมติดหน้าจอ เด็กและเยาวชนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอและเกมสูงถึง 6–7 ชั่วโมงต่อวัน , 5.ความรุนแรงในสถานศึกษา ปัญหาการบูลลี่ การทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ รีดไถเงิน และการแกล้งกันในโรงเรียน เพิ่มสูงขึ้นและมีความรุนแรงมากกว่าในอดีตถึง 3 เท่า และ 6.ปัญหาสุขภาพจิต เด็กและเยาวชนเผชิญภาวะซึมเศร้าและการแยกตัวออกจากสังคมเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

“นอกจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว ระบบการศึกษายังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการรับมือ ได้แก่ 1.ระบบโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ โรงเรียนยังคงเน้นการแข่งขันและเกรดเฉลี่ย ผู้ปกครองพยายามส่งลูกเข้าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีห้องเรียนแออัด (เด็ก 40–50 คนต่อห้อง) ส่งผลให้ครูไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง เมื่อเด็กถูกรังแก บูลลี่ หรือรีดไถเงิน เสียงร้องเรียนของเด็กจึงมักถูกมองข้ามและเงียบหายไป , 2.การทำงานแบบแยกส่วน การแก้ไขปัญหาของภาครัฐยังขาดการบูรณาการ เช่น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเฉพาะเรื่องกฎหมายการครอบครองปืน ,กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เน้นตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงแห่งมนุษย์ (พม.) เน้นการเสนอปรับลดอายุผู้กระทำผิด และ 3.มาตรการหรือนโยบายที่ออกมามักตื่นตัวและจริงจังเพียง 2–3 สัปดาห์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ใหญ่ จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป และกลับมาถอดบทเรียนกันใหม่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งต่อไป” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อก้าวข้ามวิกฤตการผลิตซ้ำความรุนแรง ดังนี้ 1.สร้างองค์รวมในการคุ้มครองเด็ก เปลี่ยนจากการต่างคนต่างทำ มาเป็นการดูแลคุ้มครองเด็กอย่างเป็นระบบและครบวงจร , 2.เร่งปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ ปรับปรุงหลักสูตร สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศรอบตัวเด็กให้เป็นเกิดเป็นรูปธรรม ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของเด็กมากกว่าแค่เรื่องผลการเรียน , และ 3.เปิดพื้นที่รับฟังเสียงของเด็ก สร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ใช้งานได้จริงในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสื่อ เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน รวมถึงเมื่อเด็กถูกละเมิดหรือถูกรังแก ต้องมีผู้รับฟังและนำไปสู่การช่วยเหลือทันที เพื่อหยุดการสะสมความกดดันจนกลายเป็นชนวนระเบิดทางอารมณ์และความรุนแรงในอนาคต

Advertisement