จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 ระดมผู้เชี่ยวชาญ ถอดบทเรียนความรุนแรงในสถานศึกษา
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 ‘เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา’ เปิดเวทีให้นักวิชาการจากหลากหลายศาสตร์ร่วมถอดบทเรียนและเสนอแนวทางสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในมิติการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน การสร้างระบบป้องกันและรับมือภาวะวิกฤต ตลอดจนบทบาทของสื่อ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วม

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายปัญหาเกิดขึ้นในสังคม ซึ่งภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลักเลี่ยงไม่ได้ แต่ตนเชื่อว่าภัยที่เกิดขึ้นจากการศึกษาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ หากเรามีความเข้าใจที่เพียงพอและร่วมมือกันอย่างจริงจังอย่างรอบด้าน ก็จะสามารถป้องกันและแก้ไขได้ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนตาม บทบาทของสถาบันการศึกษาต้องเป็นที่พึ่งของสังคม และให้ความสำคัญกับจิตวิทยาในเชิงนโยบายมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ ซึ่งจุฬาฯ มีศูนย์สุขภาวะทางจิต ให้กับเด็กมหาวิทยาลัยทุกคน แต่อยากให้ขยายไปถึงโรงเรียนด้วย เพราะการเรียนรู้จิตวิทยาเป็นศาสตร์แห่งชีวิต
“จากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก สถาบันการศึกษาต้องสร้างระบบนิเวศ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นที่พักใจสำหรับเด็ก สร้างความปลอดภัยให้เด็กและบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา และสร้างความเชื่อใจให้เด็กกล้าพูดคุยถึงปัญหา เมื่อเด็กเสพสื่อ อาจจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบและความโกรธ เป็นกลไกการป้องกันตัว จึงควรมีการเรียนการสอนเรื่องการจัดการความโกรธอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดการสร้างระบบนิเวศ โดยแต่ละโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือองค์กรมีระบบนิเวศที่มีแตกต่างกัน จึงต้องเข้าใจระบบนิเวศของตนเอง” ศ.ดร.วิเลิศ กล่าว

รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศ มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เรามักจะเข้าใจความปลอดภัยในโรงเรียนว่าเป็นความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น มีอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ และระบบรักษาความปลอดภัย แต่ความปลอดภัยยังรวมถึงความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ , 2.การรับมือเหตุการณ์ยังมีช่องว่างในเชิงข้อมูล แม้หลายหน่วยงานมีข้อมูลและความรู้ที่จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ข้อมูลกลับขาดการแลกเปลี่ยนกัน และ3.ปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ เมื่อเด็กมีปัญหาต้องมีใครสักคนในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คน ที่สามารถเข้าไปพูดคุยได้ ซึ่งเป็นระบบที่สถานศึกษาจำเป็นต้องมี ซึ่งเมื่อตรวจพบความผิดปกติ คำถามคือ โรงเรียนจะนำข้อมูลไปทำอะไรต่อ เช่น พบอาวุธต้องแจ้งใคร หรือนักเรียนถูกกลั่นแกลต้องแจ้งใคร ทุกเหตุการณ์มักมีคำใบ้ก่อนเกิดเหตุ หากมีพื้นที่ให้เด็กเปิดใจได้ก็จะช่วยลดปัญหา

ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่า ผู้ปกครองและครูควรฝึกสังเกตและสอบถาม หากเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ อาจมีเรื่องอยู่ในใจ แม้ไม่ใช่เรื่องอันตราย สิ่งสำคัญคือ การรับฟังและสอบถามโดยไม่ตำหนิ เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอาจเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ แต่มีความสำคัญมาก เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและครู และจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทางคณะจิตวิทยาได้รวบรวมรายชื่อนิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่าที่จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือทางกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) อีกด้วย

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ การดูแลคนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว ครู นักเรียน ไปจนถึงบุคลากรที่ต้องกลับมาทำหน้าที่ในพื้นที่เดิม การเยียวยาจำเป็นต้องให้เวลาและไม่เร่งให้ทุกคนกลับมาเป็นปกติ ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรนำบทเรียนครั้งนี้ไปพัฒนากลไกคัดกรอง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ช่องทางขอความช่วยเหลือ และระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และในเชิงนโยบาย สถาบันการศึกษาและสังคมต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยใช้ความไว้ใจเป็นพื้นฐานในการดูแลจิตใจเด็กก่อนเกิดปัญหา ต้องเริ่มจากความรู้ด้านจิตวิทยา สอนให้เด็กเข้าใจว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และรู้จักเข้าใจตนเอง เพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สื่อต้องปรับตัวในการนำเสนอข่าวลักษณะนี้ ไม่ควรรีบช่วงชิงการนำเสนอหรือตัดสินใคร ขณะที่ยังไม่ทราบสาเหตุ การแข่งขันด้านความเร็วเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ ยิ่งน่ากังวล เมื่อสังคมพยายามหาคนผิดหรือสร้างความชอบธรรมให้ใครบางคน หลักการสื่อสารมี 2 ประการ คือ 1.หลีกเลี่ยงการให้ตัวตนหรือให้แสง และ2.หลีกเลี่ยงการรายงานซ้ำๆ ซึ่งเป็นการ Re-traumatize ต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และผู้เสพข่าว สื่อจึงไม่ควรขยี้ข่าวเชิงดราม่า หรือลงรายละเอียดเหตุการณ์ เพราะอาจจะทำให้เกิดการเลียนแบบ ส่วนคนทั่วไปและพ่อแม่ควรเฝ้าระวังโซเชียลมีเดียของเด็ก แพลตฟอร์มควรคัดกรองเนื้อหา และสังคมควรมีความเห็นอกเห็นใจ ก่อนแชร์ ก่อนโพสต์ และก่อนตัดสิน


