หมายเหตุ – มติชน สัมภาษณ์ นายอดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….ฉบับใหม่
⦁ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ควรมีทิศทางอย่างไร?
ทางคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ฉบับใหม่ พยายามจะทำให้กฎหมายฉบับนี้ เป็นธรรมนูญการศึกษา ภาพรวมมีทิศทางที่น่าสนับสนุนและมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นความหลากหลายของผู้เรียน ความยืดหยุ่นของการจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรม รวมถึงการกระจายอำนาจและการมุ่งสู่ระบบการศึกษาอิงสมรรถนะ โดยมีความคิดเห็น 6 ประเด็น ดังนี้ 1.ตั้งโจทย์ใหญ่ การศึกษาเพื่อสร้างมนุษย์ หรือแค่ผลิตแรงงาน ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า เป้าหมายของการศึกษาไทยคืออะไร หากมองการศึกษาเป็นเพียงการผลิต ‘กำลังคน’ เพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ระบบก็จะถูกออกแบบไปในทิศทางหนึ่ง แต่หากเชื่อว่าการศึกษาควรทำให้คนเข้าใจตนเอง คิดเป็น อยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายได้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีสุขภาวะที่ดี ระบบการศึกษาจะถูกออกแบบอีกรูปแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิง แม้ทักษะอาชีพและการแข่งขันจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพ แต่คุณค่าของมนุษย์มีมากกว่าการเป็นเพียงแรงงาน การศึกษาจึงไม่ควรลดทอนคุณค่าของคนให้เหลือเพียงแค่ผลผลิตทางเศรษฐกิจ
2.คำว่า ‘ผู้เรียน’ ในตัวร่างกฎหมาย หมายถึงใครเป็นหลัก ในกระบวนการยกร่างกฎหมาย รัฐกำลังนึกถึงเด็กที่มีครอบครัวพร้อม มีอินเทอร์เน็ต มีอุปกรณ์ครบครัน และเรียนตามระบบปกติหรือไม่ หรือได้คำนึงถึงเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กพิการ เด็กที่มีความหลากหลายในการเรียนรู้ เด็กฐานะยากจนที่ต้องทำงานไปด้วย เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กข้ามชาติ เด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต หรือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว จึงต้องตั้งคำถามว่า เด็กกลุ่มเปราะบาง อยู่ตรงไหนในตัวร่างกฎหมายนี้ เนื่องจากความเสมอภาค ไม่ใช่การยื่นสิ่งเดียวกันให้ทุกคน เพราะต้นทุนชีวิตคนไม่เท่ากัน สิทธิทางการศึกษาฟรีจึงต้องมองครอบคลุมถึง ‘ต้นทุนที่แฝงอยู่’ เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร อุปกรณ์การเรียน ค่าอินเทอร์เน็ต ตลอดจนรายได้ที่ครอบครัวสูญเสียไป รัฐต้องไม่จบหน้าที่เพียงแค่เปิดประตูโรงเรียน แต่ต้องทำให้เด็กเรียนได้จริง
3.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ พยายามก้าวพ้นการมองการศึกษาเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะชีวิตเด็กคนหนึ่งเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข โดยบทเรียนที่ผ่านมาชี้ว่า นโยบายข้ามกระทรวงมักติดกับดักเรื่องงบประมาณ ตัวชี้วัด และฐานข้อมูลที่แยกส่วนกัน ซึ่งตนเห็นด้วยกับการทำงานข้ามกระทรวง แต่ต้องมีการบูรณาการให้ไปได้ไกลกว่าการตั้งตัวแทนกระทรวงมาร่วมประชุมกัน แต่ต้องมีเป้าหมาย ข้อมูล งบประมาณร่วมกัน และเมื่อเกิดปัญหา ต้องระบุผู้รับผิดชอบที่แท้จริง ไม่เช่นนั้น คำว่า ‘ทุกคนรับผิดชอบร่วมกัน’ อาจกลายเป็น ‘ไม่มีใครรับผิดชอบเลย’
4.ข้อกังวลคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การอิงสมรรถนะ เสี่ยงจะซ้ำรอยติดกับดักนโยบายในอดีต เช่น ทักษะศตวรรษที่ 21 หรือ การเรียนรู้โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ที่สุดท้ายเปลี่ยนเพียงแค่ภาษาในเอกสาร แต่วิธีสอนในห้องเรียนยังเหมือนเดิม ซึ่งการพัฒนาทักษะ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ไม่สามารถเกิดได้เพียงแค่ใส่คำนี้ลงในหลักสูตร ตราบใดที่ครูยังคงเน้นการบรรยายและให้นักเรียนจดจำไปสอบ หากจะเปลี่ยนสู่ระบบสมรรถนะจริง ต้องพัฒนาครูควบคู่ไปตั้งแต่แรก ไม่ใช่ปล่อยนโยบายออกมาก่อนแล้วจัดอบรมสั้นๆ 2-3 วัน ซึ่งไม่เคยได้ผลจริง รวมถึงต้องขยายไปถึงสถาบันผลิตครู ต้องรับผิดชอบร่วมกันในการเตรียมครูให้พร้อมกับโลกยุคใหม่ ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของครูเพียงลำพังเมื่อเข้าสู่สถานศึกษา
5.เรายังขาดสะพานเชื่อมระหว่างสายอาชีพกับสายสามัญ รวมถึงการเทียบโอนประสบการณ์ทำงานจริงเข้าสู่ระบบหน่วยกิต ในขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรไทยกำลังวิกฤตจากอัตราการเกิดที่ลดลง ซึ่งจำนวนเด็กที่ลดลง ไม่ควรถือเป็นวิกฤตอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสในการปรับลดขนาดห้องเรียน ทำให้ครูมีเวลาดูแลเด็กเป็นรายบุคคลได้ดียิ่งขึ้น
6.ปัญญาประดิษฐ์(AI) กับความเหลื่อมล้ำ หากไม่มีมาตรการรองรับ AI จะยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ระหว่างเด็กที่มีความพร้อมกับเด็กที่ไม่มีความพร้อม รัฐต้องไม่เผลอคิดไปว่าเทคโนโลยีใหม่เท่ากับการศึกษาใหม่เสมอไป
⦁กฎหมายฉบับนี้เน้นกระจายอำนาจให้ร.ร.มากขึ้น?
เห็นด้วย เพราะแต่ละโรงเรียน มีบริบทที่ไม่เหมือนกัน การกำหนดสูตรเดียวจากส่วนกลาง ทำให้การปฏิบัติจริงเกิดขึ้นได้ยาก การคืนอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กที่สุด จะช่วยตอบโจทย์ผู้เรียนได้ดีที่สุด โดยหลักการแล้ว หากการกระจายอำนาจหมายถึง การเปิดโอกาสให้ครูและโรงเรียนมีอำนาจในการออกแบบหลักสูตร การบริหารจัดการเวลา การใช้ทรัพยากร และการตัดสินใจที่ยึดเอาความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก นั่นคือ สิ่งที่สังคมและทุกภาคส่วนควรร่วมกันสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ถ้าผลของการกระจายอำนาจหมายถึง การที่ครูยังคงต้องทำการจัดซื้อจัดจ้าง ทำงานพัสดุ งานการเงิน ต้องทำรายงานและทำเอกสารเพิ่มขึ้น แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นการคืนอำนาจให้ครู แต่เป็นการดึงครูออกจากเด็ก พร้อมทั้งตั้งคำถามสำคัญว่า ใน 1 วัน เวลาของครูหมดไปกับอะไร เหตุใดนโยบายที่เน้นย้ำว่า ‘ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง’ แต่ในความเป็นจริง ตัวครูเองกลับมีเวลาอยู่กับผู้เรียนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติเชิงโครงสร้าง การกระจายอำนาจที่แท้จริงจึงจำเป็นต้องมาพร้อมกับ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทรัพยากร, กำลังคน และระบบสนับสนุน ไม่เช่นนั้นความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ จะกลายเป็นภาระของผู้ปฏิบัติงาน
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ระหว่างโรงเรียน โดยโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากร เครือข่ายผู้ปกครอง และสมาคมศิษย์เก่าที่สามารถระดมทุนสนับสนุนได้ง่ายมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก หากรัฐสนับสนุนการกระจายอำนาจแบบปลดล็อค โดยไม่มีกลไกชดเชยความแตกต่างของโรงเรียน โรงเรียนที่พร้อมอยู่แล้วก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ไกลยิ่งขึ้น ในขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล จะเสียเปรียบและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รัฐจึงต้องเข้ามารับผิดชอบการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมด้วยหลักการโรงเรียนที่ต้นทุนน้อยกว่า ควรได้รับทรัพยากรมากกว่า ไม่ใช่การแจกจ่ายงบประมาณเท่ากันแล้วอ้างความเป็นธรรม ส่วนในเรื่องระบบความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ (Accountability) รัฐต้องไม่แปลเกณฑ์การตรวจสอบให้กลายเป็นการเพิ่มเอกสารประเมินผล แต่ต้องตั้งคำถามวัดผลที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ เช่น เด็กเรียนรู้ดีขึ้นหรือไม่ เด็กที่เคยถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้รับการดูแลหรือไม่ มีสุขภาวะที่ดีขึ้นหรือไม่ และครูมีเวลาอยู่กับเด็กมากขึ้นจริงหรือไม่
⦁เห็นด้วยหรือไม่ที่จะจัดตั้งซุปเปอร์บอร์ดดูภาพรวมการศึกษาประเทศ?
เข้าใจเหตุผลและเห็นด้วยในหลักการ ปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ศธ.จะแก้ไขได้เพียงลำพัง ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ใครจะเป็นประธาน แต่คือโครงสร้างการใช้อำนาจและระบบความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ คณะกรรมการระดับสูงแบบนี้ มักได้รับอำนาจค่อนข้างมาก แต่คำถามคือเมื่อเกิดปัญหา เช่น เมื่อเด็กหลุดออกจากระบบเพิ่มขึ้น คุณภาพโรงเรียนลดลง หรือความเหลื่อมล้ำไม่ลดลง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องระบุให้ชัดว่าเรื่องใดเป็นอำนาจของระดับชาติ ระดับจังหวัด ท้องถิ่น หรือสถานศึกษา ไม่เช่นนั้นการตั้งคณะกรรมการจะกลายเป็นการสร้าง ‘คอขวดใหม่’ ไว้ที่ส่วนกลาง และแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนไม่ได้จริง รวมถึงยังตั้งคำถามถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของครู นักเรียน ผู้ปกครอง มีพื้นที่ในการร่วมตัดสินใจจริงหรือไม่ การมีส่วนร่วมไม่ควรวัดจากจำนวนตัวแทนในคณะกรรมการ แต่ต้องวัดจากพลังของเสียงเหล่านั้นว่าสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจของกรรมการได้จริงหรือไม่ พร้อมย้ำว่า โครงสร้างการศึกษาไม่ควรอิงกับตัวนายกรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารมากเกินไป จนทำให้ขาดความต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
โดยมีข้อเสนอแนะ 3 ประเด็น สำคัญ ดังนี้ 1.มองจากกลุ่มที่ยากลำบากที่สุด ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลองอ่านกฎหมายทุกมาตราผ่านมุมมองของเด็กกลุ่มเปราะบางและเด็กที่เคยหลุดจากระบบการศึกษา เพราะระบบการศึกษาที่ดีจริง ต้องพิสูจน์จากการดูแลคนที่ถูกระบบเดิมทิ้งไว้ข้างหลัง 2.การสร้าง ‘ระบบนิเวศการเรียนรู้’ ร่วมกับชุมชน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น โดยโรงเรียนไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างไว้ในรั้วของตนเอง แต่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้เรียนกับทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ และ 3.สร้างระบบรับฟังความคิดเห็นที่ตรวจสอบได้ โดยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต้องแจ้งให้สังคมทราบอย่างโปร่งใสว่า ข้อเสนอใดถูกนำไปปรับใช้ ข้อเสนอใดไม่ถูกใช้เพราะเหตุใด เพื่อให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นมีความหมายและสะท้อนความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง
⦁มีข้อเสนอให้ทบทวนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่แบ่งประถมศึกษา1-6 และมัธยมศึกษา1-6?
ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการจัดโครงสร้างตามวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ 9 ปี คือ ประถม 9 ปี มัธยมเหลือ 3 ปี เป็นโจทย์สำคัญที่ชวนให้กลับมาทบทวนว่า เหตุใดช่วงรอยต่อระหว่างป.6 และ ม.1 จึงสร้างภาระและความเหลื่อมล้ำแก่เด็กและผู้ปกครองไทย ทั้งในเรื่องการกวดวิชา การสอบแข่งขัน และความพร้อมทางเศรษฐกิจของครอบครัว แม้จะเห็นด้วยกับการทบทวนรอยต่อ แต่ไม่ควรกระโดดไปสู่ข้อสรุปว่าโมเดล 9+3 คือ คำตอบเดียว แต่ขอให้มองปัญหาตามความเป็นจริงและแก้ไขให้ตรงจุด ดังนี้ 1.หากปัญหาคือการสอบแข่งขัน ควรปรับแก้ที่ระบบการคัดเลือกเข้าเรียน 2.หากปัญหาคือหลักสูตรไม่เชื่อมโยง ควรปรับแก้ที่เนื้อหาและการต่อเนื่องของหลักสูตร 3.หากปัญหาคือการเปลี่ยนโรงเรียน สามารถออกแบบโรงเรียนให้สอนต่อเนื่องถึง ม.3 ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมด และ 4.หากปัญหาคือพัฒนาการตามช่วงวัย ควรออกแบบสภาพแวดล้อมและกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะกับวัยของเด็ก
แม้วิทยาศาสตร์การเรียนรู้จะช่วยให้เข้าใจพัฒนาการของสมองและอารมณ์เด็ก แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าทุกประเทศต้องใช้โครงสร้าง 9+3 เหมือนกัน การจัดโครงสร้างการศึกษาจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทสังคม วัฒนธรรม ทรัพยากร และความเป็นธรรม หากบังคับใช้ทั่วประเทศอาจเกิดผลกระทบวงกว้าง ดังนี้ โรงเรียนประถมขนาดเล็ก จะมีความพร้อมด้านครูวิชาเฉพาะ ห้องปฏิบัติการ และงบประมาณในการเปิดสอนถึงปีที่ 9 หรือไม่ , ภาระเด็กและผู้ปกครอง หากโรงเรียนขนาดเล็กไม่พร้อม เด็กต้องเดินทางไกลขึ้น ใครจะเป็นผู้รับภาระค่าเดินทาง , การจัดสรรอัตรากำลังครูในโรงเรียนจะเปลี่ยนไปอย่างไร ที่สำคัญแนวโน้มประชากรในอีก 10 ปีข้างหน้าจะลดลงอย่างมาก บริบทแต่ละพื้นที่จึงต้องการรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การใช้กลไก ‘พื้นที่ทดลองนวัตกรรมการศึกษา’ จัดการศึกษาหลายรูปแบบในพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเรื่องผลการเรียนรู้ สุขภาพจิต ภาระครู และต้นทุน นำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แทนการบังคับใช้โมเดลเดียวทั้งประเทศ อาจจะส่งผลดีในอนาคต

