‘มีชัย’นั่งนายกสภาฯพระนครต่อ พร้อมโละข้อห้าม ‘แคนดิเดตเก่าลงสมัคร’ อนุโลมโหวตรอบ3 ยึดเสียงข้างมาก

19.06.17 | 15:16 น.

นายศุภลักษณ์ ใจเรือง อดีตประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)พระนคร ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีข่าวว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภามรภ.พระนคร และนายถนอม อินทรกำเนิด อุปนายกสภาฯ เปลี่ยนใจไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกสภาฯและอุปนายกสภาฯ ว่า จะมีการเปลี่ยนใจหรือไม่ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้อยู่ในสภาฯ แต่เท่าที่ทราบคือมีการพูดคุยในมหาวิทยาลัยโดยฝ่ายหนึ่งบอกว่ามีการประกาศลาออก แต่อีกฝ่ายบอกว่าได้ถอดเทปการประชุมไม่พบคำพูดการประกาศลาออก แค่บอกว่าจะพิจารณาตัวเองกรณีที่ไม่สามารถสรรหาอธิการบดีได้หลังจากสรรหามาแล้ว 2 ครั้ง อย่างไรก็ตามที่ประชุมสภาฯ มอบหมายให้มหาวิทยาลัยไปวิเคราะห์ว่าถ้าไม่มีนายกสภาฯ จะมีปัญหาอะไรบ้างและวิเคราะห์ว่าการสรรหาอธิการบดีที่ยังไม่สามารถได้อธิการบดีเกิดจากปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งที่สุดมีการวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจากข้อบังคับ นำมาสู่การแก้ไขข้อบังคับ โดยมีการออกข้อบังคับมรภ.พระนครว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2560 ลงนามโดยนายมีชัย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน

นายศุภลักษณ์ กล่าวต่อว่า โดยข้อบังคับฉบับใหม่ระบุว่าในการประชุมเพื่อมีมติคัดเลือกบุคคลผู้สมัครได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิการบดีหรือคณบดี ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสภาฯ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้สภาฯ ลงคะแนนเป็นครั้งที่สอง ถ้ายังไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้กรรมการสภาฯ ลงมติอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม โดยครั้งนี้ให้ถือเสียงข้างมาก หากยังไม่มีใครได้รับคัดเลือกอีก ก็ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ต่อไป ทั้งนี้ข้อบังคับดังกล่าว เป็นเหมือนการเซ็ตซีโร่เนื่องจากไม่ได้ห้ามผู้ที่เคยสมัคร/ผู้ที่ไม่ได้รับการเสนอชื่อในรอบก่อนๆ ลงสมัครอีก เท่ากับผู้สมัครรายเก่าๆ จะมาสมัครใหม่ก็ได้

“ข้อบังคับฉบับก่อนที่ระบุห้ามผู้ที่เคยสมัครหรือไม่ผ่านการคัดเลือก ไม่ให้ลงสมัครอีกและผู้ที่จะเป็นอธิการบดีได้ จะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง มิเช่นนั้นต้องสรรหาใหม่นั้น ผมมองว่านายมีชัยมีเจตนาดีที่ไม่อยากให้คนหน้าเดิมๆ ที่ไม่ผ่านการสรรหากลับมาสมัครอีกและมีเจตนาอยากให้ได้อธิการบดีที่สง่างาม เพราะข้อบังคับเดิมยึดเสียงข้างมาก เท่ากับว่าถ้าอีกฝ่ายงดลงคะแนนเสียง อีกฝ่ายแม้ได้ 3 หรือ 5 คะแนนเสียง ถ้าเป็นเสียงข้างมากก็สามารถเป็นอธิการบดีได้แล้ว ซึ่งถือว่าไม่สง่างาม ฉะนั้นส่วนตัวมองว่าข้อบังคับฉบับที่แล้ว ไม่ได้เป็นปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการหรือคนที่ใช้ข้อบังคับขาดธรรมาภิบาลหรือไม่มากกว่า อย่างไรก็ตามการที่ข้อบังคับใหม่คือฉบับที่ 4 ระบุว่าในการโหวตครั้งที่ 3 ยึดเสียงข้างมากนั้น สะท้อนเจตนารมณ์ว่าการสรรหาอธิการบดีในรอบที่ 3 นี้ จะต้องได้อธิการบดีถึงแม้จะได้คะแนนเสียงแค่ 3 เสียง หรือ 5 เสียงก็ตาม ถือว่าย้อนกลับไปเหมือนข้อบังคับเดิมๆ คือได้แค่ 3 หรือ 5 เสียงก็เป็นอธิการบดีได้แล้วซึ่งไม่สง่างามนัก” อดีตประธานสภาคณาจารย์ฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม นายเดช บุญประจักษ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รักษาการอธิการบดีมรภ.พระนคร ได้ทำหนังสือถึงนายกสภาฯ เรื่องขอให้ปฏิบัติหน้าที่นายกสภาฯ ต่อไป โดยสาระสำคัญระบุว่า ตามที่สภาฯมีวาระการพิจารณาสรรหาอธิการบดีในการประชุมภสาฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม และยังไม่มีผู้ใดได้รับเลือกเป็นอธิการบดีนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความสะเทือนใจแก่กรรมการสภาฯ จนทำให้นายกสภาฯ และอุปนายกสภากล่าวว่าจะขอพิจารณาตนเองและมอบให้ฝ่ายบริหารร่วมกันประมวลว่าการลาออกของนายกสภาฯ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใดต่อมหาวิทยาลัยบ้าง จะได้ช่วยเหลือดำเนินการป้องกันความเสียหายนั้น มหาวิทยาลัยรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอความเมตตา ขอให้ปฏิบัติหน้าที่นายกสภาฯ ต่อไป เพราะเป็นผู้มีความเหมาะสมที่สุดที่จะนำพามหาวิทยาลัยให้ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งมวลได้