‘ประเสริฐ’ ย้ำ AI แทนคนไม่ได้ ชู Active Learning ปฏิบัติอย่างมีกระบวนการ

17.08.26 | 17:07 น.

‘ประเสริฐ’ ย้ำ AI แทนมนุษย์ไม่ได้ ชู Active Learning ปฏิบัติอย่างมีกระบวนการ ทำให้เด็กจะมีองค์ความรู้ที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ โรงแรมเดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย จัดประชุมสัมมนาประจำปีการศึกษา 2569 ครั้งที่ 55 ภายใต้หัวข้อ “6 ทศวรรษแห่ง Gravissimum Educationis: ความท้าทายและทิศทางในอนาคตของการศึกษาคาทอลิกในบริบทโลกสมัยใหม่” ระหว่างวันที่ 16–19 สิงหาคม 2569 โดยมี 4 สังฆมณฑลอีสานเป็นเจ้าภาพจัดงาน เปิดเวทีให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาคาทอลิกจากทั่วประเทศร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาการศึกษาให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก


การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในวาระ 60 ปีของ Gravissimum Educationis หรือคำประกาศว่าด้วยการศึกษาแบบคริสต์ของสภาสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 โดยนำแนวทางจากสมณลิขิต Drawing New Maps of Hope ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มาต่อยอดสู่การจัดการศึกษาคาทอลิกในโลกปัจจุบัน มุ่งให้การศึกษาเป็นพื้นที่แห่งความหวัง และพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งความรู้ คุณธรรม จิตใจ และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยสาระสำคัญอยู่ที่การยืนยันว่า “บุคคลต้องเป็นศูนย์กลางของการศึกษา” พร้อมส่งเสริมการรับฟังเสียงเด็กและเยาวชน การมีส่วนร่วมของครอบครัว การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีบทบาททางการศึกษา การสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และการดูแลโลกซึ่งเป็นบ้านที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หัวใจของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการย้อนมอง 60 ปีของ Gravissimum Educationis แต่คือการตั้งคำถามสำคัญว่า การศึกษาคาทอลิกจะรักษา “สิ่งเก่า” ที่เป็นอัตลักษณ์และคุณค่าไว้ พร้อมเปิดรับ “สิ่งใหม่” อย่าง AI และเทคโนโลยี โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นทั้งผู้มีความรู้ มีคุณธรรม และเป็นพลังแห่งความหวังของสังคมในอนาคต

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางและนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ” และให้สัมภาษณ์ ว่า หัวใจสำคัญของการศึกษาในยุค AI อยู่ที่การสร้างเด็กให้มีพื้นฐานการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และลงมือปฏิบัติจริง ก่อนนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพ เพราะหากเด็กมีเพียง AI แต่ไม่มีความสามารถในการคิดด้วยตนเอง เทคโนโลยีที่ควรเป็นผู้ช่วยอาจกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาคิดแทนเด็ก และทำให้เป้าหมายสำคัญของการศึกษาในการสร้างมนุษย์ที่คิดเป็นและมีคุณค่าถูกลดทอนลง ปัจจุบันศธ.กำลังขับเคลื่อนการศึกษาในหลายมิติไปพร้อมกัน ทั้งหลักสูตรฐานสมรรถนะ Active Learning และการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยแนวคิดสำคัญคือ เด็กต้องมีพื้นฐานกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ก่อนนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ศธ.กำลังจัดทำ AI Framework เพื่อกำหนดกรอบการพัฒนาความรู้และทักษะด้าน AI Literacy ให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา โดยจะพิจารณาว่าในแต่ละระดับควรเรียนรู้และใช้ AI มากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและไม่ทำให้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนกระบวนการคิดของผู้เรียน การมีกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบจะช่วยให้คนมีสติ รู้จักวิเคราะห์และกลั่นกรองสิ่งที่ได้รับจากโลกออนไลน์ ขณะที่กระบวนการคิดเหล่านี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ทั้งหมด ตัวอย่างภาพโมนาลิซา ของ ลีโอนาโด ดาวินชี ที่คุณค่าของผลงานเกิดจากความคิดและจินตนาการของมนุษย์ แม้ปัจจุบัน AI อาจสร้างภาพที่มีลักษณะคล้ายกับผลงานต้นฉบับ แต่ไม่มีทางเหมือนหรือแทนที่ต้นแบบได้ ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นคนคิดต้นแบบเสมอ กระบวนการอื่นจึงค่อยเกิดขึ้นตามมา AI ไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ และครูยังคงมีความสำคัญต่อกระบวนการศึกษา

Advertisement

“การประชุมสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยวันนี้ ผมได้ฝากผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในและนอกสถานศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมให้นำข้อสรุปและข้อเสนอจากการสัมมนามาพิจารณาว่า ส่วนใดสามารถบูรณาการความร่วมมือกับศธ.ได้ โดยเป้าหมายของศธ.และการจัดการศึกษาของโรงเรียนในเครือคาทอลิกมีปลายทางเดียวกัน คือ การสร้างคนให้ได้รับการพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา โดยโรงเรียนในเครือคาทอลิกถือเป็นเครือข่ายสำคัญของระบบโรงเรียนเอกชน กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพราะสถานศึกษาเหล่านี้เป็นอีกกำลังสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การจัดการศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ AI ไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ทั้งหมด ดังนั้น การให้เด็กใช้ AI จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของการมี “กระบวนการคิด”ของตนเองก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กที่ยังไม่มีพื้นฐานทางความคิดใช้ AI เป็นเครื่องมือหาคำตอบทุกเรื่อง สำหรับการเรียนการสอนแบบ Active Learning ตอนนี้มีความสำคัญมากขึ้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กต้องเปลี่ยนจากอ่านเพื่อจำ เป็นอ่านเพื่อเข้าใจ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ทดลอง และได้ลงมือทำ ซึ่งต่างจากการเรียนรู้จากตำราหรือการจำข้อมูลเพียงอย่างเดียวเหมือนกับการฝึกขับรถต่อให้ฝึกจาก Simulator แต่ถ้าไม่ได้ลงไปขับรถจริงก็จะขับรถไม่ได้อยู่ดี

หลังจากนั้น ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ(MOU) เรื่อง “การพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน โครงการความร่วมมือทางวิชาการ” ระหว่าง สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)

 

บาทหลวง เอกรัตน์ หอมประทุม นายกสมาคม/เลขาธิการสภาการศึกษาคาทอลิกฯ กล่าวว่า สภาการศึกษาคาทอลิกฯ ให้ความสำคัญกับการปรับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา สนุก และช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำ เพราะแม้เด็กจะสามารถจดจำเนื้อหาวิชาการเพื่อใช้ในการเรียนหรือการสอนได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรู้ที่เกิดจากการท่องจำอาจเลือนหาย ขณะที่ Active Learning ทำให้เด็กผ่านกระบวนการคิด การมีส่วนร่วม และการลงมือปฏิบัติ จึงช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถจดจำองค์ความรู้ได้อย่างยั่งยืน

“การเรียนแบบ Active Learning จะทำให้ความรู้คงอยู่กับนักเรียนจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เป็นแนวคิดที่สะท้อนว่า เป้าหมายของการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำให้เด็กจำได้ แต่ต้องทำให้เด็ก เข้าใจ คิดเป็น ทำเป็น และนำไปใช้เป็น ด้วยเหตุนี้ สภาการศึกษาคาทอลิกฯจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning และสร้างความร่วมมือกับ พว.ในลักษณะพันธมิตรทางการศึกษา โดยนำองค์ความรู้ สื่อ อุปกรณ์ และกระบวนการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้กับผู้เรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะ ควบคู่กับ Active Learning มาใช้พัฒนาผู้เรียนให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ไม่เพียงมีความรู้ทางวิชาการ แต่สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง และเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต” บาทหลวง เอกรัตน์ กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฏร ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพต้องไม่หยุดอยู่เพียงการถ่ายทอดหรือท่องจำความรู้ แต่ต้องสร้าง กระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ พัฒนาตนเอง และนำสิ่งที่เรียนไปใช้กับชีวิตจริงได้ เพราะ การศึกษาคือชีวิต และชีวิตคือการศึกษา การจัดการศึกษาจึงไม่ใช่การเตรียมเด็กไว้ใช้ชีวิตเฉพาะในอนาคต แต่ต้องทำให้สิ่งที่เรียนรู้ใช้ได้กับชีวิตในปัจจุบันด้วย

“หัวใจสำคัญคือการฝึกให้เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เมื่อโลกและสังคมเปลี่ยนแปลง เด็กที่มีพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้ที่ดีจะสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปเผชิญปัญหา เรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับตัวต่อสถานการณ์ในอนาคต รวมถึงนำไปใช้ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตได้ตลอดเวลา ซึ่งผลจากการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนต้นแบบสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเปิดพื้นที่ให้สมองของเด็กได้ทำงานผ่านการคิดและลงมือปฏิบัติ เด็กสามารถพัฒนาไปไกลกว่าการจดจำเนื้อหา ทั้งสามารถ ทำงานวิจัย สร้างนวัตกรรม และใช้กระบวนการวิจัย ได้ตั้งแต่วัยเรียน ซึ่งถือเป็นการยกระดับการเรียนรู้ไปสู่การสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากประเทศไทยยังยึดการเรียนแบบเดิม คุณภาพการศึกษาจะยกระดับได้ยาก โดยเมื่อมองย้อนกลับไปหลายทศวรรษ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติยังมีโจทย์ต้องเร่งพัฒนา ดังนั้น หากสามารถขยายรูปแบบการเรียนรู้ของโรงเรียนต้นแบบไปยังโรงเรียนที่มีศักยภาพและความพร้อม ก็มีโอกาสผลักดันคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานระดับโลกได้ อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดอยู่ที่ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้นำและผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ สนับสนุนให้เด็กคิดและสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพราะ “ครูเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน” และเมื่อครูเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้ พฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กก็สามารถเปลี่ยนตามได้ทันที” ดร.ศักดิ์สิน กล่าว