ศธ. ยันไม่ปลดล็อกทรงผม ให้อำนาจสถานศึกษา-น.ร. มีส่วนร่วมกำหนดเอง
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ศธ.ได้จัดทำรายงานสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับสิทธิและแนวทางการไว้ทรงผมของนักเรียน เสนอต่อ ครม. เพื่อรับทราบ โดยเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนภายหลังจากที่ ครม. ได้ส่งข้อเสนอแนะของ กสม. มาให้ ศธ.พิจารณา ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะของ กสม. มีสาระสำคัญ 2 ประเด็น โดยประเด็นแรก กสม.เสนอให้ ศธ.กำหนดเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการไว้ทรงผมของนักเรียนให้มีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการกำหนดข้อบังคับที่เกินความจำเป็น ศธ.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ศธ.ไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการออกระเบียบเพื่อบังคับหรือกำหนดรูปแบบทรงผมของนักเรียน เนื่องจากการกำหนดหลักเกณฑ์ภายในสถานศึกษาอยู่ภายใต้อำนาจและกระบวนการบริหารจัดการของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งศธ.มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว โดยเป็นแนวทางที่จัดทำขึ้นตามข้อแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ปี 2566 ในสมัย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศธ. ซึ่งกำหนดให้สถานศึกษานำเรื่องทรงผมเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกันของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา
“ส่วนประเด็นที่สอง กสม.เสนอให้ ศธ.พิจารณาแก้ไขเรื่องสิทธิในการไว้ทรงผมของนักเรียนในพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 โดยเสนอให้ระบุเรื่องการไว้ทรงผมไว้ในกฎหมายในลักษณะที่เป็นสิทธิของนักเรียนอย่างชัดเจน ศธ.ได้พิจารณาข้อเสนอดังกล่าวเห็นว่า สาระสำคัญและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก มุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของเด็กเป็นหลัก ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับการแต่งกายหรือการไว้ทรงผมไม่ได้อยู่ในขอบเขตสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ศธ.จึงเห็นว่าไม่สามารถนำเรื่องสิทธิในการไว้ทรงผมของนักเรียนไปบัญญัติได้โดยตรง เนื่องจากอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และขอบเขตของกฎหมาย” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การรายงานต่อ ครม.ครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามกระบวนการพิจารณาข้อเสนอแนะของ กสม. โดย ศธ.ได้พิจารณารายละเอียด ก่อนส่งผลการพิจารณากลับไปยัง ครม.เพื่อรับทราบต่อไป ทั้งนี้ แนวทางของ ศธ.ยังคงเน้นให้สถานศึกษาดำเนินการเรื่องทรงผมด้วยความเหมาะสม เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักเรียน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การบริหารจัดการสถานศึกษาสอดคล้องกับบริบทและคำนึงถึงสิทธิของผู้เรียนควบคู่กับระเบียบของสถานศึกษา



