มช. เดินหน้า ‘AIR for All’ จากงานวิจัยสู่ระบบจัดการ PM2.5 เชียงใหม่-ลำพูน ต้นแบบรับมือฝุ่นภาคเหนือ

18.08.26 | 13:00 น.

มช. เดินหน้า ‘AIR for All’ จากงานวิจัยสู่ระบบจัดการ PM2.5 เชียงใหม่-ลำพูน ต้นแบบรับมือฝุ่นภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนแผนงาน “AIR for All : Research & Innovation to Impact” อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การนำของ รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ ผู้อำนวยการแผนงานฯ  จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานคณะทำงาน ด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในช่วงปีงบประมาณ 2567–2569 เพื่อพัฒนาและต่อยอดงานวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี และกลไกการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง


ตลอดระยะเวลา 3 ปี แผนงานได้พัฒนาจากการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ สู่การขยายผลในระดับภาคเหนือตอนบน และกำลังก้าวต่อไปสู่การพัฒนา ระบบบริหารจัดการมลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี ระบบข้อมูล ชุมชน หน่วยงานปฏิบัติการ และกลไกเชิงนโยบายเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการและพื้นที่ศึกษาไปสู่ การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

หัวใจสำคัญของ AIR for All คือการทำให้งานวิจัยแต่ละส่วนสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การลดไฟและจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการพัฒนาแผน มาตรการ และกลไกเชิงนโยบาย เพื่อให้การจัดการ PM2.5 ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่และสามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืนปี 2567 วางฐานจากพื้นที่จริง เชื่อม 7 โครงการผ่าน 3 มิติและกรอบ 8Rs

Advertisement

ในปี 2567 แผนงานดำเนินงานภายใต้ “การลดไฟในป่า กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแก้ปัญหา นโยบายและการสื่อสารเชิงรุก” หรือ AIR for All ระยะที่ 1 โดยต่อยอดจากฐานงานวิจัยในระยะก่อนหน้า และขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การลดไฟในภาคป่าไม้ การเชื่อมโยงระบบข้อมูลขนาดใหญ่ และนโยบายและการสื่อสารเชิงรุก ผ่าน 7 โครงการย่อย

ในมิติการลดไฟในภาคป่าไม้ มีการศึกษาและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ UAV ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อสนับสนุนการตรวจจับและลาดตระเวนไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ควบคู่กับการศึกษาสาเหตุต้นตอของปัญหาหมอกควันและไฟป่า กระบวนการจัดการความขัดแย้งโดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการพัฒนากลไก Payment for Ecosystem Services (PES) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการดูแลระบบนิเวศและลดไฟในพื้นที่ป่า

ด้านการเชื่อมโยงระบบข้อมูลขนาดใหญ่ มีการเพิ่มประสิทธิภาพระบบ FireD สำหรับการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับติดตาม วิเคราะห์ และสนับสนุนการตัดสินใจแก้ไขปัญหา PM2.5 ในระดับพื้นที่ ขณะที่มิตินโยบายและการสื่อสารเชิงรุก มุ่งพัฒนาแผนแก้ไขและรับมือปัญหา PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนสร้างความร่วมมือและเครือข่ายการสื่อสารภาคประชาชน เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่หน่วยงาน ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชน

สำหรับ ผลการดำเนินงานจากทั้ง 7 โครงการถูกสังเคราะห์และเชื่อมโยงภายใต้กรอบ 8Rs ได้แก่ การลดการเกิดไฟ (Reducing Fire Incidence) การมีส่วนร่วมของชุมชน (Reinforcing Community Involvement) การสร้างนวัตกรรมเชิงสังคม (Reinventing Social Innovation) การรับมือและแก้ไขปัญหา (Responding and Resolving) การสร้างระบบข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ระดับพื้นที่ (Reforming Data Systems) การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Raising Awareness and Knowledge Transfer) การปรับปรุงแผนการจัดการเชิงรุกและการนำไปใช้ (Refining Proactive Management Plans and Implementation) และการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Raising Quality of Life) เพื่อเชื่อมผลลัพธ์ของงานวิจัยทั้ง 3 มิติให้มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

ปี 2568 ขยายจากเชียงใหม่ สู่การจัดการ PM2.5 ระดับภาคเหนือตอนบน จากฐานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกที่พัฒนาในปี 2567 แผนงานได้ขยายผลในปี 2568 สู่ AIR for All ระยะที่ 2 ภายใต้แผนงาน “การลดการเผาในพื้นที่ป่าภาคเหนือด้วยนวัตกรรมและนโยบายแบบมีส่วนร่วม เพื่อการจัดการฝุ่น PM2.5 แบบมุ่งเป้า” โดยยกระดับจากการดำเนินงานเชิงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ สู่การบูรณาการงานวิจัยในระดับภาคเหนือตอนบน ผ่าน 9 โครงการภายใต้ 3 มิติหลัก

ในมิติการลดไฟในภาคป่าไม้ การดำเนินงานขยายจากการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับและเฝ้าระวังไฟ ไปสู่การจัดการทรัพยากรและการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลชุมชนและข้อมูลรายแปลง การจัดการเชื้อเพลิง การจัดทำแผนจัดการไฟแบบมีส่วนร่วม การขยายกลไก PES การฟื้นฟูป่าโดยชุมชน และการบริหารจัดการน้ำเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดไฟและจุดความร้อน

ขณะที่มิติการเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Integration) ได้รับการยกระดับให้เป็นโครงสร้างสำคัญของการบริหารจัดการ PM2.5 โดยมีการพัฒนา แพลตฟอร์ม Hazefree Portal เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม เชื่อมโยง วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลด้านจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ คุณภาพอากาศ สถานการณ์ไฟป่า และข้อมูลการปฏิบัติงานภาคสนามแบบใกล้เวลาจริง

พร้อมบูรณาการข้อมูล จากชุมชนและพื้นที่ปฏิบัติการเข้ากับข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลสภาพอากาศ และข้อมูลเชิงพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์และการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นควบคู่กันนั้น ยังมีการพัฒนา Dashboard และ Interactive Map เพื่อช่วยให้ข้อมูลที่มีความซับซ้อนสามารถนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เห็นภาพสถานการณ์เชิงพื้นที่ได้ชัดเจน และนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ วางแผน และบริหารจัดการปัญหา PM2.5 ได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม FIREMAN เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมกับข้อมูลตำแหน่งของทีมควบคุมไฟป่าในภาคสนาม สนับสนุนการแจ้งเตือน การติดตาม และการบริหารจัดการสถานการณ์แบบใกล้เวลาจริง

อีกหนึ่งส่วนสำคัญ คือการยกระดับการประเมินสถานการณ์สู่การทำความเข้าใจระบบมลพิษที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยแผนงานได้รวบรวมข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียม MODIS และ VIIRS ร่วมกับข้อมูลคุณภาพอากาศ เพื่อพัฒนาค่าพื้นฐาน หรือ Baseline รวมถึงวิเคราะห์อิทธิพลของสภาวะ ENSO และศึกษาการเคลื่อนที่ของมวลอากาศด้วยแบบจำลอง HYSPLIT

ผลการศึกษาชี้ว่า ระดับ PM2.5 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดความร้อนเพียงปัจจัยเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากสภาพอุตุนิยมวิทยา ลักษณะภูมิประเทศ และการเคลื่อนที่ของมวลอากาศ รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน จึงสะท้อนว่าการจัดการ PM2.5 จำเป็นต้องใช้ข้อมูลหลายมิติประกอบกัน และออกแบบมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ขณะเดียวกัน มิตินโยบายและการสื่อสารเชิงรุกได้นำข้อมูล องค์ความรู้ และบทเรียนจากพื้นที่วิจัยไปใช้ประกอบการพัฒนาแผนและมาตรการระดับจังหวัด การพัฒนากลไกนโยบายจากล่างขึ้นบน การจัดทำแผนเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย และการสื่อสารข้อมูลสู่ประชาชน เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่กระบวนการวางแผนและการตัดสินใจได้จริง ปี 2569 ก้าวสู่การบูรณาการเชิงระบบ ใช้เชียงใหม่–ลำพูนเป็นพื้นที่ต้นแบบ

จากองค์ความรู้ เทคโนโลยี เครื่องมือ และเครือข่ายที่พัฒนาต่อเนื่องในช่วงปี 2567–2568 แผนงาน AIR for All กำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 หรือ AIR for All ระยะที่ 3 ภายใต้แผนงาน “บูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนในภาคเหนือตอนบน”

การดำเนินงานในระยะนี้มุ่งยกระดับจากการพัฒนาและขยายผลผลงานวิจัย ไปสู่การสร้างระบบบริหารจัดการ PM2.5 เชิงพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้จริง โดยยังคงเชื่อมโยงการดำเนินงานในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนและจังหวัดตาก รวม 9 จังหวัด แต่ให้ความสำคัญกับ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เป็นพื้นที่หลักในการพัฒนาและทดสอบระบบ เพื่อยกระดับสู่การเป็น พื้นที่ต้นแบบเชิงระบบ (System-level Implementation) ก่อนเชื่อมโยงองค์ความรู้และกลไกที่ได้สู่พื้นที่อื่นในภาคเหนือตอนบน

แผนงานปี 2569 ประกอบด้วย 7 โครงการใน 3 มิติหลัก โดยมิติการลดไฟในภาคป่าไม้ มุ่งพัฒนาฐานข้อมูลชุมชนเพื่อสนับสนุนการจัดการไฟอย่างยั่งยืนโดยชุมชนเป็นฐาน และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ป่าเพื่อลดจุดความร้อนและความเสี่ยงจากไฟป่าในเชียงใหม่และลำพูน

มิติการเชื่อมโยงระบบข้อมูลขนาดใหญ่ มุ่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยด้วย Big Data และ AI ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน พร้อมศึกษาการบริหารจัดการงบประมาณและเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ รวมถึงการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดและการกระจายตัวของ PM2.5 ในแอ่งเชียงใหม่–ลำพูน เพื่อให้การกำหนดมาตรการและการจัดสรรทรัพยากรตั้งอยู่บนข้อมูลที่สะท้อนปัญหาของพื้นที่จริง

ขณะที่มิตินโยบายและการสื่อสารเชิงรุก จะต่อยอดสู่การพัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการอากาศสะอาดระดับพื้นที่ผ่าน โครงการ CLEAR พร้อมพัฒนากลไกบูรณาการข้อมูลและประเมินผลสัมฤทธิ์ของระบบบริหารจัดการอากาศสะอาด ผ่าน War Room ชุมชนและโครงข่าย Big Data ภาคประชาชน โดยใช้เชียงใหม่–ลำพูนเป็นพื้นที่นำร่อง และเชื่อมโยงการขยายผลสู่พื้นที่อื่นในภาคเหนือตอนบน

การก้าวเข้าสู่ปี 2569 จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างเทคโนโลยีหรือเครื่องมือใหม่เพิ่มเติม แต่เป็นการนำองค์ความรู้และผลผลิตที่สะสมจากระยะที่ผ่านมา มาประกอบเข้าด้วยกันให้ทำงานเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์แหล่งกำเนิดและสถานการณ์ PM2.5 การบริหารจัดการไฟและทรัพยากรในระดับชุมชน การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การประสานการดำเนินงานผ่านศูนย์บัญชาการ ไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกลไกเชิงนโยบาย จาก Research สู่ Impact และจาก Impact สู่ระบบที่ขยายผลได้

เส้นทาง 3 ปีของ AIR for All จึงสะท้อนพัฒนาการที่ชัดเจน จาก ปี 2567 ที่วางฐานงานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่เชียงใหม่ ปี 2568 ที่ขยายองค์ความรู้ เครื่องมือ และเครือข่ายสู่ระดับภาคเหนือตอนบน  และปี 2569 ที่กำลังก้าวสู่การบูรณาการผลงานทั้งหมดให้เป็นระบบบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งสามารถนำไปทดสอบ ใช้งาน และต่อยอดสู่พื้นที่อื่นได้

จาก UAV และ AI สำหรับตรวจจับไฟป่า ระบบ FireD ฐานข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยง กลไก PES ระบบข้อมูลและแบบจำลองคุณภาพอากาศ แพลตฟอร์ม FIREMAN ไปจนถึงกลไก War Room และการพัฒนาระบบบริหารจัดการอากาศสะอาด ผลงานเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงจาก “งานวิจัยรายโครงการ” ไปสู่ ระบบการจัดการปัญหาที่มองทั้งข้อมูล เทคโนโลยี พื้นที่ ชุมชน เศรษฐศาสตร์ และนโยบายไปพร้อมกัน

ภายใต้แนวคิด “Research & Innovation to Impact” AIR for All ให้ความสำคัญกับการทำให้องค์ความรู้นั้น ถูกนำไปใช้ เกิดการเชื่อมโยง และสามารถขยายผลได้ เพื่อสนับสนุนการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ของภาคเหนืออย่างมีประสิทธิภาพ และวางรากฐานสู่การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน