ร.ร.มารีวิทยากบินทร์บุรี Eclipse Sax Quartet แชมป์ เวทีประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี

24.08.26 | 21:30 น.

ร.ร.มารีวิทยากบินทร์บุรี Eclipse Sax Quartet แชมป์ เวทีประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในเพลงแฟนตาเซีย ออน ลาวดวงเดือน ส่วน”วงทาลึง” แชมป์เก่า ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 ประธานมูลนิธิอ.สุกรีฯ ชื่นชมเด็กไทยยุคนี้เก่ง กล้าคิดนอกกรอบจนสามารถสร้างผลงานระดับสากล


มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) จัดเวทีประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ครั้งที่ 4 ปี 2569 รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อเร็วๆนี้ ที่หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม ในโครงการวิจัยดนตรีประจำชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านดนตรี สร้างดนตรีและวัฒนธรรมดนตรีให้เป็นวัฒนธรรมนานาชาติ

สำหรับการจัดเวทีประลองครั้งนี้ มีวงดนตรี 4 วงที่ผ่านการคัดเลือกจาก 4 ภูมิภาค เข้าร่วม ดังนี้ วง “ทาลึง” ยอดฝีมือเยาวชนดนตรี “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แชมป์ยอดเยาวชนดนตรี ครั้งที่ 3, วง Eclipse Sax Quartet (MaryKabin) ยอดฝีมือเยาวชนดนตรี “ภาคกลาง” จากโรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี, วง Southside Winds (สายลมปักษ์ใต้) ยอดฝีมือเยาวชนดนตรี “ภาคใต้” จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวงต๊กโตหลวง ยอดฝีมือเยาวชนดนตรี “ภาคเหนือ” จากวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่

Advertisement

ผลการประลองปรากฎว่า วง Eclipse Sax Quartet (MaryKabin) คว้ารางวัลชนะเลิศ ครองถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 200,000 บาท “วงทาลึง” ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ทุนการศึกษา 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการวช. พร้อมทุนการศึกษา 40,000 บาท ได้แก่ วง Southside Winds (สายลมปักษ์ใต้) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 “วงต๊กโตหลวง” ถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการวช. พร้อมทุนการศึกษา 30,000 บาท


นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการวช. กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิด “การประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ครั้งที่ 4 ประจําปี พ.ศ. 2569”ว่า ในนามของวช. ภายใต้กระทรวงอว. มีความภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานวิจัยได้รับการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการวิจัยดนตรีประจำชาติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศด้านดนตรี ควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การอนุรักษ์สืบสานและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทย พร้อมผลักดันให้ดนตรีไทยก้าวสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ

“เวทีการประลองในวันนี้ มิใช่เพียงการแข่งขันเพื่อค้นหาผู้มีความสามารถด้านดนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ผ่านกระบวนการที่หล่อหลอมทั้งทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ วินัย ความรับผิดชอบ และการทำงานร่วมกัน ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญของกำลังคนคุณภาพ ที่จะขับเคลื่อนวงการดนตรีและทุนวัฒนธรรมของประเทศในอนาคต”นางสาวศิรินทร์พร กล่าว

รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวว่า ภาพรวมการประลองยอดเยาวชนดนตรีปีนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เด็กไทยพัฒนาแบบก้าวกระโดด มีความกล้าคิดนอกกรอบจนสร้างผลงานระดับสากล ซึ่งครูดนตรีรุ่นเก่าอาจจะไม่กล้าทำ แต่วันนี้เด็กๆมีความกล้าอันนำไปสู่การสร้างผลงานที่ดี ก้าวสู่ระดับนานาชาติ ไปยืนในเวทีสากลได้ จากเมื่อก่อนที่คิดกันว่ามีแต่เด็กกรุงเทพฯที่เก่ง แต่วันนี้วงชนะเลิศระดับประเทศมาจาก จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยม สามารถก้าวข้ามวงของมหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นวงดนตรีของมหาวิทยาลัยต้องเร่งพัฒนา

รศ.ดร.สุกรี กล่าวต่อว่า เมื่อเริ่มโครงการเมื่อ 3 ปีก่อน มีวงดนตรีเยาวชนสมัครเข้ามาปีแรก 21 วง ปีที่สอง26 วง ปีที่สาม 37 วง ปีนี้มียอดสูงสุด 54 วง อยากเสนอว่าต่อไปหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงอว. และกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะนำเด็กกลุ่มนี้ไปโปรโมท ไปแสดงผลงานในพื้นที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานมหกรรมระดับชาติ, งานวิชาการ หรือการนำผลงานไปโชว์ในต่างประเทศ เพราะเด็กเหล่านี้มีศักยภาพมากจริงๆ


ดร.ปิยะวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยาคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า เวทีประลองครั้งนี้เป็นงานที่มีคุณค่า เป็นโครงการที่ดีมากๆ เพราะให้โอกาสเยาวชนที่ไม่เคยแสดงมาก่อน และเปิดยังเป็นเวทีให้ได้มีการประพันธ์บทเพลงใหม่ๆ รวมถึงการเรียบเรียงรูปแบบดนตรีแบบใหม่ๆ ทั้งยังมีโอกาสน้อยมากที่วงดนตรีทั่วไปจะได้บรรเลงได้ประชันกับวงออร์เคสตร้า ทำให้โครงการนี้โดดเด่นมาก ดังนั้นอยากให้ทางวช.สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ก็พร้อมจะสนับสนุนด้วย

“ผมขอแสดงความยินดีกับ4 วงดนตรีที่เข้าร่วม ขอให้การแข่งขันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และขอให้เป็นนักดนตรีที่ดีต่อไป สำหรับวง Eclipse Sax Quartet (MaryKabin) ที่ชนะเลิศมีความสามารถสูงมาก มีความพลิ้วในเรื่องของการแสดง และบรรเลงได้พร้อมพรียงกันมาก เป็นเสียงที่เข้ากับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า อย่างไรก็ตามอีก 3 ที่เข้ารอบก็เล่นเก่งทุกวงเลย ผมมองว่าเพลงไทยหรือท่อนเพลงอะไรพวกนี้ไปสู่สากลได้ไม่ยาก และมีความจำเป็นมาก เพราะวัฒนธรรมไทยจะถูกสืบสานด้วยวิธีใหม่ๆ ตลอดเวลาในปัจจุบัน การนำวงดนตรีพื้นบ้าน หรือแนวคิดเพลงพื้นบ้านผสมกับไอเดียดนตรีใหม่ๆ หรือทางดนตรีฝรั่ง ประสานพลังกัน ในรูปแบบนี้ ทำให้วัฒนธรรมไทยเติบโตขึ้น และพร้อมที่จะก้าวไปสู่วงการสากล”คณบดีวิทยาลัยดุริยาคศิลป์ กล่าว

ด้านนายวงศพัทธ์ ศรีหัตถผดุงกิจ หัวหน้าวง Eclipse Sax Quartet (MaryKabin) ที่คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศครั้งนี้ กล่าวว่า พวกตน 4 คน เป็นนักเป่าแซกโซโฟน อยู่ในวงโยธวาทิตของโรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี ครั้งนี้ได้นำเสนอเพลง “แฟนตาเซีย ออน ลาวดวงเดือน” ซึ่งเป็นการนำเพลงไทยเดิมมาตีความใหม่ในสไตล์แฟนตาเซียที่แปลกใหม่และร่วมสมัย เน้นท่วงทำนองที่มีความสดใสและสนุกมากขึ้น ส่วนท่อนที่อ่อนหวานก็ทำให้รู้สึกลึกซึ้งถึงอารมณ์มากๆ จุดเด่นที่ทำให้วงได้รางวัลชนะเลิศครั้งนี้คือ “คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม” ควบคู่ไปกับเทคนิคการบรรเลงที่รวดเร็วและเฉียบคม โดยใช้แซกโซโฟน 4 ขนาดที่สอดประสานกันได้อย่างลงตัว

“พวกเราใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างนาน วันนี้พูดตามตรงคือไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัล แต่เป็นผลมาจากความพยายามของทุกคนในวงที่ทุ่มเทกันมากๆ รู้สึกภูมิใจในทีมมาก วันนี้วงอื่นๆอีก 3 วง ยอมรับเลยว่าเก่งและเล่นกันได้ดีมาก ผมเองก็ชอบมาก แต่ละวงมีความแตกต่าง มีความหลากหลายทางสีสันในทางดนตรี ผมมองว่าเพลงไทยสามารถไปเล่นในระดับสากลได้ เพราะเพลงไทยมีศักยภาพสูงมาก”นายวงศพัทธ์ กล่าว

 

ขณะที่ รศ.ดร.สุชาติ แสงทอง ผู้ทรงคุณวุฒิวช. กรรมการตัดสินอีกคน กล่าวว่า การประกวดในเวทีนี้ได้นำบทเพลงดั้งเดิมและเพลงท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนถึงพัฒนาการของวัฒนธรรมดนตรีครบทั้ง 3 รูปแบบ คือ ดั้งเดิม ร่วมสมัย และก้าวล้ำสมัย ซึ่งการแสดงของเด็กๆ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอนุรักษ์ แต่คือการต่อยอดวัฒนธรรมดนตรีของประเทศไทยในอนาคต โดยเยาวชนแต่ละวงมีคาแรกเตอร์และความสามารถเฉพาะตัวในการตีความและอธิบายบทเพลงดั้งเดิมผ่านมุมมอง ปรัชญา และเครื่องดนตรีที่มีอยู่

“เวทีนี้มีประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างมาก ช่วยแก้ปัญหาการขาดการต่อยอดทางวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้เยาวชนได้คิดและถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตออกมาเป็นท่วงทำนองที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นมิติสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมดนตรีของชาติอย่างยั่งยืน ดนตรีในวันนี้จะเป็นคำอธิบายใหม่ๆ ของสังคมไทย ที่ไม่ได้อยู่แค่ในตัวหนังสือหรือประวัติศาสตร์ แต่เด็กไทยกำลังอธิบายบทเพลงท้องถิ่นด้วยวิธีคิดและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเอง” รศ.ดร.สุชาติ กล่าว