หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา เด็กที่อยู่นอ...

เด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา ไม่ได้อยู่นอกการเรียนรู้

28.08.26 | 17:40 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้


เด็กที่อยู่นอกห้องเรียนไม่ได้มีชีวิตหรือความต้องการแบบเดียวกัน การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดและตกหล่นจากระบบการศึกษาจึงไม่อาจมีคำตอบเพียงคำตอบเดียว จากการ “ค้นให้พบ” ต้องเดินต่อไปถึงการ “เข้าใจให้จริง” และ “จัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับชีวิต”

ถ้าวันหนึ่งเราสามารถค้นพบเด็กและเยาวชนที่หลุดและตกหล่นจากระบบการศึกษาได้ครบทุกคน นั่นหมายความว่าเราแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้วหรือยัง คำตอบอาจเป็น “ยัง”

Advertisement

การรู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ยากกว่าคือการเข้าใจว่า วันนี้ชีวิตของเขาเป็นอย่างไร ต้องการอะไร และเราจะสร้างเส้นทางการเรียนรู้แบบใดให้เขาสามารถเดินต่อไปได้ เด็กคนหนึ่งไม่ได้อยู่ในห้องเรียน ไม่ได้หมายความว่าเขาหลุดออกจากการเรียนรู้ เด็กและเยาวชนแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน ทั้งด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ ทักษะชีวิต สุขภาวะ ความพิการ ครอบครัว และสภาพแวดล้อม การแก้ปัญหาจึงไม่ควรเริ่มต้นและจบลงเพียงคำถามว่า “จะพากลับเข้าโรงเรียนอย่างไร”แต่อาจต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า

“วันนี้เขาอยู่ตรงไหน ต้องการอะไร และการเรียนรู้แบบใดจะช่วยให้เขาเดินต่อได้”

ข้อมูลเด็กและเยาวชนที่หลุดและตกหล่นจากระบบการศึกษา ปีการศึกษา 2568 ที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้นำมาเป็นฐานในการสำรวจ มีกลุ่มเป้าหมาย 769,201 คน ดำเนินการสำรวจแล้ว 742,969 คน และพบตัวตน 727,511 คน ตัวเลขเกือบสามในสี่ล้านคนทำให้เราเห็นขนาดของโจทย์ระดับประเทศ แต่หากมองเพียงจำนวน เราอาจไม่เห็นสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ ชีวิตของคนแต่ละคนที่อยู่หลังตัวเลข การ “ค้นให้พบ” จึงไม่ควรหมายถึงเพียงการทำให้ชื่อหนึ่งชื่อปรากฏในฐานข้อมูล แต่ต้องนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าเด็กหรือเยาวชนคนนั้นกำลังเผชิญเงื่อนไขชีวิตแบบใด และเส้นทางการเรียนรู้แบบใดจึงเหมาะกับเขา

ข้อมูลจากผู้ที่ยินยอมให้ข้อมูลจำนวน 31,156 คน มีผู้ระบุว่าต้องการความช่วยเหลือ 6,839 คน ขณะที่ 24,317 คน ระบุว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือในขณะนั้น สำหรับกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ พบความต้องการหลายด้าน ทั้งการศึกษาต่อ 3,869 คน การพัฒนาทักษะชีวิต 2,921 คน และการพัฒนาทักษะอาชีพ 2,287 คน รวมถึงความช่วยเหลือด้านอื่น เนื่องจากผู้ให้ข้อมูลสามารถระบุความต้องการได้มากกว่าหนึ่งด้าน

ในเมื่อเด็กต่างกัน คำตอบก็ต้องต่างกัน อาจจะต้องทบทวนการกลับเข้าสู่การศึกษา บางคนคำตอบอาจเป็นการศึกษาต่อ บางคนอาจเป็นการพัฒนาทักษะอาชีพ บางคนอาจต้องพัฒนาทักษะชีวิต ขณะที่บางคนอาจต้องได้รับความช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน เส้นทางจากการอยู่นอกระบบกลับสู่การเรียนรู้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงจากบ้านกลับสู่ห้องเรียนเสมอไป สิ่งสำคัญคือ ค้นให้พบ เข้าใจให้จริง จัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับชีวิต เชื่อมความช่วยเหลือ และติดตามให้ไปต่อได้

ในกระบวนการนี้ ฐานข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ใช้แพลตฟอร์มข้อมูลเด็กและเยาวชนที่หลุดและตกหล่นจากระบบการศึกษาในการค้นหา ตรวจสอบ และติดตามข้อมูล พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมาย

แต่คุณค่าของเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ที่การมีแพลตฟอร์ม หากอยู่ที่ว่าสามารถ เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นโอกาสที่ไปถึงตัวคนได้หรือไม่ ตัวอย่าง คือเด็กและเยาวชนที่ระบุความต้องการพัฒนาทักษะอาชีพจำนวน 2,287 คน ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อให้สามารถสร้างอาชีพและสร้างรายได้จริง

อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงว่า การเรียนรู้เชื่อมโยงกับชีวิตจริงเพียงใด ช่วยพัฒนาความสามารถในการประกอบอาชีพได้หรือไม่ และเมื่อสิ้นสุดกิจกรรมแล้ว เด็กหรือเยาวชนมีเส้นทางที่จะเรียนรู้ พัฒนาตนเอง หรือดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร เป้าหมายของการเรียนรู้ไม่ควรอยู่เพียงการ “กลับเข้าระบบการศึกษา” แต่ควรทำให้เขามีโอกาสและความสามารถที่จะเรียนรู้ พัฒนาตนเองต่อไปในชีวิต

การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดและตกหล่นจากระบบการศึกษา จึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยฐานข้อมูล งบประมาณ หรือสถานศึกษาเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมกันมองเห็นคนคนเดียวกัน เข้าใจปัญหาเดียวกัน และช่วยกันสร้างคำตอบที่เหมาะกับชีวิตของเขา

ท้ายที่สุด ความท้าทายของการศึกษาไทยอาจไม่ใช่การสร้างประตูเพียงบานเดียว แล้วพยายามพาทุกคนกลับเข้ามาทางประตูเดียวกัน แต่อยู่ที่การสร้าง “หลายประตู” เพื่อให้คนที่มีต้นทุน เงื่อนไข และเส้นทางชีวิตแตกต่างกัน สามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้ในแบบที่เหมาะกับตนเอง เพราะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ไม่ได้หลุดจากการเรียนรู้ และการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบจะมีความหมาย ไม่ใช่เพียงเมื่อเราค้นพบเด็กครบทุกคน แต่เมื่อเด็กที่เราค้นพบมีเส้นทางให้เดินต่อ ท้ายที่สุด สิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดหายไป ไม่ใช่เพียงเด็กคนหนึ่งจากระบบการศึกษา แต่คือ โอกาสของคนคนหนึ่งที่จะเรียนรู้ เติบโต และกำหนดอนาคตของตนเอง