‘นักวิชาการ’ ห่วงเอนทรานซ์ฟันน้ำนมระบาด ‘ร.ร.สาธิต’ ต้นทางค่านิยมแข่งดุ

30.08.26 | 16:16 น.

‘นักวิชาการ’ ห่วงเอนทรานซ์ฟันน้ำนมระบาด ‘ร.ร.สาธิต’ ต้นทางค่านิยมแข่งดุ

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) เปิดเผยว่า กรณีที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กำชับไปยัง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) เน้นย้ำไปยังโรงเรียนที่เปิดสอนระดับปฐมวัยหรือระดับอนุบาลทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 ห้ามจัดสอบแข่งขัน หรือใช้ระบบแพ้-ชนะ จัดอันดับคะแนนในระดับเด็กเล็กอย่างเด็ดขาดนั้น พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ได้กำหนดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ได้รับการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยต้องให้เด็กเล็กเริ่มต้นการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ไม่ถูกผลักเข้าสู่การแข่งขันก่อนวัยอันควร


นายสมพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้ศธ.จะมีเจตนาที่ดีในการคุ้มครองพัฒนาการของเด็กตามกฎหมาย เพื่อลดความเครียดและการแข่งขันเกินวัย แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด และกลายเป็นนโยบายที่ดีแต่ไม่ครอบคลุม ซึ่งปัญหาการสอบเข้าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หรือที่เรียกว่า เอนทรานซ์ฟันน้ำนม มีมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี แม้จะมีการออกกฎระเบียบห้ามสอบมาหลายรัฐบาล แต่ระบบแข่งขันก็ยังคงดำรงอยู่ สาเหตุสำคัญเกิดจาก ช่องโหว่ทางกฎหมายและการบริหาร เนื่องจากคำสั่งห้ามของ ศธ. บังคับใช้เฉพาะโรงเรียนในสังกัดสพฐ. และโรงเรียนเอกชนเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมถึงโรงเรียนสาธิต สังกัดมหาวิทยาลัย ภายใต้การดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

“โรงเรียนสาธิตคือ ต้นทางและเป็นต้นแบบของความนิยมที่ทำให้เกิดการแข่งขันสูงที่สุด ซึ่งโรงเรียนสาธิตหลายแห่งเปิดรับนักเรียนเพียง 100-120 คน แต่มีผู้สมัครสอบแข่งขันมากถึง 2,500-3,000 คน เมื่ออัตราการแข่งขันสูงและที่นั่งมีจำกัด หากไม่จัดสอบก็ไม่มีมาตรการอื่นมารองรับ ดังนั้น หาก ศธ. ไม่ประสานความร่วมมือกับกระทรวง อว. เพื่อใช้นโยบายเดียวกัน ย่อมไม่มีทางหยุดยั้งการสอบเข้าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้จริง ประเด็นถัดมาคือ เครื่องมือวัดผลที่เลี่ยงบาลี โดยสถานศึกษามักอ้างว่าไม่ได้ใช้ ‘ข้อสอบวิชาการ’ แต่เปลี่ยนมาใช้ ‘แบบทดสอบวัดความพร้อมและพัฒนาการ’ แทน ซึ่งในข้อเท็จจริง แบบทดสอบวัดความพร้อมดังกล่าว ก็คือ ‘ข้อสอบวิชาการแปลงร่าง’ ที่มีความยากและมีความกดดันเด็กปฐมวัยไม่ต่างกัน ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องพาบุตรหลานไปเรียนกวดวิชาตั้งแต่วัยอนุบาล เกิดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้เด็กสะสมความเครียดต่อเนื่องยาวนาน” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบว่า นโยบายห้ามสอบเข้าของเด็กปฐมวัย มีลักษณะคล้ายคลึงกับนโยบายผ่อนคลายระเบียบทรงผมนักเรียนที่ภาพรวมนโยบายดูดี แต่นำไปสู่การปฏิบัติได้ยากและไม่สามารถลดปัญหาเชิงโครงสร้างลงได้ จึงเสนอแนะนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการศธ.และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ร่วมมือกัน เพื่อเร่งทบทวนและกำหนดบทสรุปเชิงนโยบายที่ครอบคลุมสถานศึกษาทุกสังกัดอย่างแท้จริง เพื่อตัดวงจรการแข่งขันที่สุ่มเสี่ยงและขัดต่อพัฒนาการเด็กในระยะยาว

Advertisement