‘วรัท’ ชู 9 วิธีการลูกเสือ สร้างพลเมืองดีที่สมบูรณ์แบบ

6.09.26 | 13:38 น.

‘วรัท’ ชู 9 วิธีการลูกเสือ สร้างพลเมืองดีที่สมบูรณ์แบบ

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.) ได้เป็นประธานในพิธีปิดและร่วมรับฟังการนำเสนอผลการดำเนินการศึกษาวิจัย ที่ โรงแรมเดอะเล็คกาซี่ จังหวัดนนทบุรี โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ในด้านลูกเสือ ด้านวิจัยและประเมินผล และด้านจิตวิทยา พร้อมด้วยคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยด้านลูกเสือ ประจำปี 2569 โดยมีการนำเสนองานวิจัยจำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การศึกษารูปแบบการจัดตั้งกองลูกเสือพิเศษ “วชิราพิทักษ์ ด้วยรักและภักดี” 2.การพัฒนากิจกรรมลูกเสือเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและสุขภาวะทางจิตของนักเรียนในยุคดิจิทัล 3.แนวทางการส่งเสริมทักษะลูกเสือ เนตรนารี Scout Skill Challenge และ 4.การศึกษาแนวทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการลูกเสือ


โดย ดร.วรัท กล่าวว่า ขอเน้นย้ำการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ บนพื้นฐานของขบวนการลูกเสือ (Scout Movement) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และสร้างสรรค์พลังของเด็กและเยาวชนให้มีอุปนิสัยติดตัว ทั้งความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความมีน้ำใจ เป้าหมายหลักของการฝึกอบรมลูกเสือคือการสร้างสมรรถนะให้ลูกเสือแต่ละประเภทตามช่วงวัย เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสามัคคี เจริญก้าวหน้า สงบสุข และมีความมั่นคงของประเทศชาติ โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ที่สามารถแสดงออกเป็นรูปธรรม วัดและประเมินผลได้ และมีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ลูกเสือสำรองจนถึงลูกเสือวิสามัญ ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความรู้ ข้อมูลหรือความเข้าใจที่จำเป็นในการปฏิบัติกิจกรรมลูกเสือ รวมถึงแนวคิดและหลักการที่นำไปสู่การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ , ทักษะ ความสามารถในการลงมือปฏิบัติ เข้าใจขั้นตอน และสามารถทดลองฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ และเจตคติ ลักษณะนิสัย คุณธรรม และค่านิยมที่สะท้อนถึงการปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ

“ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุสมรรถนะดังกล่าว กระบวนการฝึกอบรมจึงต้องอาศัย วิธีการลูกเสือ (Scout Method) 9 ประการ ดังนี้ 1.คำปฏิญาณและกฎ (Promise and Law) ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต สร้างระเบียบวินัย และพัฒนาศีลธรรมและจริยธรรม 2.เรียนรู้จากการกระทำ (Learning by Doing) เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงและพัฒนาทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติ 3.ความก้าวหน้าส่วนบุคคล (Personal Progression) มีเส้นทางการพัฒนาที่ชัดเจนตามศักยภาพ ทั้งทางกาย สติปัญญา และจิตใจ 4.ระบบหมู่ (Patrol System) การทำงานเป็นกลุ่มเล็กเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีม ฝึกการเชื่อฟังผู้นำ การเป็นผู้นำ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสร้างความสามัคคี 5.ธรรมชาติ (Nature) ใช้ธรรมชาติเป็นห้องเรียนเพื่อสร้างความเข้าใจและรักษาสิ่งแวดล้อม 6.การใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Framework) ใช้เครื่องแบบและสัญลักษณ์ร่วมกันเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียว 7.การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ (Adult Support) ผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ สนับสนุนการเรียนรู้ ถ่ายทอดวัฒนธรรม 8.การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Involvement) เชื่อมโยงกิจกรรมลูกเสือกับชุมชน พัฒนาทักษะทางสังคมและความเป็นพลเมือง เรียนรู้จารีตประเพณีท้องถิ่น และพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคม และ 9. กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ (Service Project) นำความรู้และทักษะไปช่วยเหลือผู้อื่น” ดร.วรัท กล่าว

ดร.วรัท กล่าวต่อว่า หลักการสำคัญของการพัฒนาเด็กด้วยขบวนการลูกเสือคือ การนำวิธีการลูกเสือมาบูรณาการผ่านกิจกรรมที่สนุกและท้าทาย ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาผ่านขบวนการลูกเสือจะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจ พึ่งพาตนเองได้ มีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถแก้ปัญหาได้ ขบวนการลูกเสือจึงทำหน้าที่หล่อหลอมเยาวชนให้เป็นพลเมืองดีที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์มีน้ำใจ เป็นคนเก่งที่มีทักษะรอบด้าน และเป็นคนที่มีความสุขด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งและมองโลกในแง่ดี และขบวนการลูกเสือจึงไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมเสริม แต่เป็นกระบวนการสร้างคนที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

Advertisement