นายก ส.บ.ม.ท. ชี้ ศธ.-เกษตรฯ ผนึกแก้ปัญหาหนี้ครูตรงจุดถึงต้นตอ หนุนลดดอกเบี้ย-ตั้งสหกรณ์กลาง
จากกรณีปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นหนี้เรื้อรัง ที่หยั่งรากลึกในระบบการศึกษาไทยมานาน แม้หลายรัฐบาลจะพยายามผลักดันมาตรการช่วยเหลือ แต่ในทางปฏิบัติตัวเลขหนี้สินกลับไม่ได้ลดลง อีกทั้งยังสร้างบาดแผลให้เพื่อนครูด้วยกันผ่านระบบผู้ค้ำประกันและทำให้ครูจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเงินเดือนติดลบจนไม่เหลือใช้ในการดำรงชีวิต
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) หารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง สมาชิกกว่า 8.6 แสนราย และทุนดำเนินงานกว่า 1.23 ล้านล้านบาท โดยที่ประชุมเห็นชอบ 3 แนวทาง ได้แก่ จัดตั้งสหกรณ์กลาง เป็นองค์กรแก้หนี้ครู ปรับมาตรการหักชำระหนี้ให้สมาชิกเหลือเงินดำรงชีพอย่างน้อย 30% พร้อมใช้ Credit Lock ป้องกันก่อหนี้เพิ่ม และหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
จากนั้น เมื่อวันที่ 6 กันยายน ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครูทั้งระบบ โดยจะตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ศึกษาแนวทางภายใน 30 วัน ซึ่งมาตรการจะไม่เน้นเพียงลดดอกเบี้ย แต่ครอบคลุม ลดต้นทุนเงินทุน รวมหนี้ ปรับโครงสร้างและยืดเวลาชำระ ลดภาระผ่อนต่อเดือน ป้องกันการก่อหนี้ใหม่
ล่าสุด นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่า สำหรับการค้ำประกันเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ระบุว่า เมื่อครูกู้เงินสินเชื่อวงเงินประมาณ 1,000,000 บาท ระเบียบของสหกรณ์ฯ มักกำหนดให้ต้องมีผู้ค้ำประกันไม่ต่ำกว่า 3 คน (วงเงินค้ำประกันไม่เกินคนละ 300,000 บาท) ในกรณีที่ผู้กู้ไม่มีหลักทรัพย์ประเภทที่ดินหรือบ้านมาจำนอง จึงต้องพึ่งพา บุคคล ซึ่งส่วนใหญ่คือเพื่อนครูด้วยกันเองมาค้ำประกันแลกเปลี่ยนกัน ทั้งนี้ สหกรณ์ส่วนใหญ่มีการทำประกันชีวิตกลุ่มหรือประกันวงเงินกู้ ควบคู่กับสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ หากผู้กู้ ‘เสียชีวิต’ ระบบประกันและสวัสดิการจะเข้ามาหักลบกลบหนี้ ทำให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องเดือดร้อน แต่จุดตายของระบบผู้ค้ำประกันที่สร้างปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน เกิดจากกรณีที่ผู้กู้ยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับลาออก หายตัวไป หรือละทิ้งภาระหนี้ จนไม่สามารถชำระได้ ซึ่งระบบประกันชีวิตจะไม่คุ้มครอง ส่งผลให้สหกรณ์ต้องบีบบังคับไล่เบี้ยเอาจากผู้ค้ำประกันและหลักทรัพย์ของผู้ค้ำประกันแทน
“ส่วนกรณีที่ครูจำนวนมากเหลือเงินเดือนสุทธิหลังหักหนี้ไม่ถึง 30% ต่อเดือนนั้น เกิดจากสถาบันการเงินและเจ้าหนี้หลายแห่งแย่งกันปล่อยสินเชื่อแก่ครู เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีเงินเดือนแน่นอน และสามารถหักชำระหนี้ได้จากต้นทาง ณ ที่จ่าย ทั้งบัตรเงินสด บัตรเครดิต และกู้สหกรณ์ฯ จนเกิดการกู้เกินศักยภาพในการชำระหนี้ เดิมที กฎกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2551 และระเบียบกระทรวงการคลัง กำหนดไว้ชัดเจนว่าการหักเงินเดือนชำระหนี้ ต้องให้เหลือเงินสุทธิพอดำรงชีพ แต่ที่ผ่านมาเกิดการปล่อยปละละเลยจนครูไม่เหลือเงินกินใช้ การที่รัฐมนตรีว่าการศธ. กำหนดสัดส่วนเงินคงเหลือให้ชัดเจน จึงเป็นการเดินมาถูกทางเพื่อคืนชีวิตให้ครู” นายณรินทร์ กล่าว
นายณรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่เข้าไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางมาตรการแก้หนี้ร่วมกันนั้น ถือเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด เนื่องจากโครงสร้างหนี้ครูทั้งประเทศพบว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดคือ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์’ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 64% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การแก้ปัญหาที่ต้นตอจึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎ ระเบียบ และข้อบังคับของกระทรวงเกษตรฯ ร่วมด้วย อาทิ การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ อัตรา 1–2% ให้สหกรณ์นำไปปล่อยกู้แก่ครูกลุ่มเปราะบางในอัตราไม่เกิน 3.5–3.8% ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจากเดิมที่เคยสูงถึง 5–6% ได้อย่างมาก และมีการตั้งสหกรณ์กลาง
“นอกจากนี้ มาตรการCredit Lock โดยหากครูได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ รวมหนี้ หรือลดดอกเบี้ยจากสหกรณ์แล้ว จะต้องถูกตรวจสอบเครดิตบูโรและห้ามไม่ให้ไปก่อหนี้ใหม่เพิ่มจากสถาบันการเงินอื่นอีก เพื่อป้องกันไม่ให้ครูซ้ำรอยตกอยู่ในวงจรทางการเงินอีกต่อไป” นายณรินทร์ กล่าว



