นักวิชาการ หวั่นสังคมไทยผลิตซ้ำความรุนแรง ชี้ 3 ปัจจัยเสี่ยง ดันเด็กสู่ ‘ยุวอาชญากร’

7.09.26 | 13:54 น.

นักวิชาการ หวั่นสังคมไทยผลิตซ้ำความรุนแรง ชี้ 3 ปัจจัยเสี่ยง ดันเด็กสู่ ‘ยุวอาชญากร’

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เต็มไปด้วยปัจจัยแวดล้อมอันตราย ซึ่งผลักดันให้เด็กและเยาวชนหันมาใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ซึ่งสังคมไทยกำลังติดอยู่ในวงจรอันตราย 3 ประการ ได้แก่ การสร้าง , การหล่อหลอม และการเลียนแบบรวมถึงผลิตซ้ำ ส่งผลให้มีเด็กและเยาวชนกลายเป็นยุวอาชญากร สูงถึงเกือบ 10,000 คนต่อปี และที่น่ากังวลที่สุดคือ ผู้กระทำผิดมีแนวโน้มอายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยพบเด็กในช่วงอายุเพียง 10–12 ปี เข้าสู่ความรุนแรงนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วประเทศ


นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า เจาะลึก 3 ปัจจัย สร้าง หล่อหลอม และเลียนแบบ ดังนี้ 1.การสร้าง เกิดจากสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบรอบตัวเด็กที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม กระตุ้นให้เด็กขาดสติและขาดหลักยึดเหนี่ยวทางคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดและแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง , 2.การหล่อหลอม เป็นผลสะสมจากปัญหาสถาบันครอบครัว จากการหย่าร้างกัน ร่วมกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเทคโนโลยี โดยพบว่าเด็กไทยใช้เวลาติดหน้าจอสูงถึง 6–8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าร้อยละ 80 ของเวลาดังกล่าวถูกใช้ไปกับเกม คลิปความรุนแรง เรื่องเพศ และสันทนาการ ขณะที่มีการใช้เพื่อการศึกษาเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น นอกจากนี้ยังถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมเสี่ยง ทั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาบ้า และน้ำกระท่อม ตลอดจนปัญหาการเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย ประมาณ 15 คนต่อ 100 คนและระบบการศึกษายังสร้างความกดดันซ้ำเติมผ่านระบบการแข่งขัน รวมถึงปัญหาการบูลลี่และการล้อเลียนในโรงเรียน และ 3.การเลียนแบบและผลิตซ้ำ เกิดจากการรับสื่อ ข่าวสาร และคลิปพฤติกรรมเลียนแบบ จากเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น เหตุการณ์กราดยิงที่จ.นครราชสีมา ปี 2563 , เหตุการณ์กราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2565 , เหตุการณ์กราดยิงที่สยามพารากอน ปี 2566 , เดือนสิงหาคม 2569 เหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และล่าสุดโรงเรียนที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อเด็กที่ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า เครียด หรือจนตรอกขาดการดูแลเอาใจใส่ ได้เห็นภาพตัวอย่างการใช้ความรุนแรง จึงเลือกใช้ความรุนแรงเป็นทางออก

“ที่ผ่านมามาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ทั้งการสั่งการตรวจเข้มสุขภาพจิต หรือการเปิดสายด่วน เป็นสิ่งที่ดี แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบไฟลนตูดที่ตื่นตัวเพียง 2–3 สัปดาห์แล้วก็เงียบหายไป ซึ่งเน้นย้ำแต่มาตรการป้องกันและปราบปราม แต่ขาดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง หากยังไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1.ดึงไฟออกจากความรุนแรง เร่งสร้างความเข้มแข็งและอบอุ่นในสถาบันครอบครัว เพื่อให้เป็นเกราะป้องกันแรกสำหรับเด็ก , 2.จัดระเบียบสื่อและเทคโนโลยี ควบคุมการเข้าถึงสื่อไอทีที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างเกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ , 3.ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ปรับเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนเป็น เรียนครึ่งวัน ทำกิจกรรมครึ่งวัน ลดการแข่งขันเชิงวิชาการ เปลี่ยนมาเน้นการทำงานร่วมกัน และ 4.ตั้งคณะรัฐมนตรีฝ่ายสังคม เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน กำหนดนโยบาย และบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงต่างๆ ในการจัดระเบียบสังคมให้ปลอดภัยต่อเด็กอย่างเป็นรูปธรรม” นายสมพงษ์ กล่าว