นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้มีความสืบเนื่องและยั่งยืนสืบไป โดยกฎหมายนี้มี 26 มาตรา ครอบคลุม 6 เรื่อง ได้แก่ 1.วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา 2.ศิลปะการแสดง 3.แนวทางปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล 4.ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล 5.งานช่างฝีมือดั้งเดิม และ 6.การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว โดยให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมทั้งในส่วนกลาง กรุงเทพฯ และประจำจังหวัด ดำเนินการร่วมกับชุมชนและทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ รับผิดชอบในงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการดังกล่าว
“สำหรับแนวทางการป้องกันและรักษามรดกภูมิปัญญานั้น เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ขึ้นบัญชีไว้ ให้คณะกรรมการเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่งให้ระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือเป็นกรณีที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นได้ ส่วนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก (Convention for the Safeguarding of the Intangible Culture Heritage) ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น สามารถเสนอรายการมรดกวัฒนธรรมของไทยเข้าสู่กระบวนการพิจารณารายการที่เป็นตัวแทนของมนุษยชาติได้ ซึ่งหากได้รับการประกาศฯ จะทำให้รายการของประเทศไทยเป็นที่รู้จัก เป็นการแสดงตัวตนของไทยในเวทีระดับนานาชาติ ทั้งยังมีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี” นายวีระกล่าว

