‘คงศักดิ์’ เปิดแผน 4 ปี ดันเกษตรฯ ยุคใหม่ ชูขับเคลื่อนมหา’ลัยของคนไทย

8.09.26 | 18:17 น.

‘คงศักดิ์’ เปิดแผน 4 ปี ดันเกษตรฯ ยุคใหม่ ชูขับเคลื่อนมหา’ลัยของคนไทย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) น.สพ.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัยในระยะเวลา 4 ปี ว่า ทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดคือการของมก. คือคน ซึ่งมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและนิสิต นักศึกษา และบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ เปรียบเหมือนวงดนตรี ที่มีตนเองเป็น คอนดักเตอร์หรือวาทยากร ที่คอยดูแลให้ทุกคนสามารถเล่นดนตรีหรือเพลงของมก. ได้อย่างไพเราะ ทั้งนี้ มก.กำลังเดินเข้าสู่กระบวนทัศน์ใหม่ หรือวิธีคิดใหม่ เพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่ให้กับมหาวิทยาลัย โดยเน้นการทำงานในรูปแบบ Syntegration ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างบุคลากรและหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มากกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ หรือ “1+1 ต้องมากกว่า 2”


น.สพ.คงศักดิ์ กล่าวต่อว่า มก.เป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุด โดยการทำงานต่อจากนี้จะต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่า สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเดิมหรือไม่การทำงานแบบต่างคนต่างทำจะต้องค่อยๆ หายไปจากมก. บุคลากรต้องมองภาพรวมของมหาวิทยาลัย รวมถึงมองไปถึงภาพรวมของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตให้กับ มก.และประเทศไทย

“อีกแนวคิดสำคัญที่จะใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย คือ “Glocalization” หรือการคิดในระดับโลก ทำอย่างไรที่จะให้ของดี ของไทยที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับคนไทย คนในภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยขึ้นไปอยู่บนเวทีสากลได้อย่างภาคภูมิใจ โดยต้องเข้าใจบริบทและปัญหาในระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นโจทย์เบื้องต้น ที่สามารถกำหนดทิศทางการดำเนินการได้อย่างถูกต้อง โดยบุคลากร มก.ต้องกล้าคิดใหญ่ มองการเปลี่ยนแปลงของโลก และเชื่อมั่นในศักยภาพของมหาวิทยาลัยที่จะก้าวสู่ระดับโลก ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจบริบทของประเทศไทย รวมถึงโจทย์และปัญหาของ มก.อย่างถ่องแท้ ก่อนนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานสากล หรือ International Standard” น.สพ.คงศักดิ์ กล่าว

น.สพ.คงศักดิ์ กล่าวต่อว่า Glocalization คือ การคิดระดับโลก เข้าใจท้องถิ่น และปฏิบัติด้วยมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับบุคลากรทุกคนในการร่วมกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปสู่เป้าหมาย และก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์ใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

“ในระยะเวลา 4 ปี ที่เป็นอธิการบดีมก. ตนต้องการเห็นภาคการเกษตรของไทยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เนื่องจากการเกษตรถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ โดย มก.จะทำหน้าที่เป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นเสาหลักในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ สร้างนวัตกรรม ที่สามารถบอกได้ว่าในอีก 5 หรือ 10 ปี การเกษตรของไทยจะเป็นไปในทิศทางใด พร้อมผลักดันการเกษตรไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล” น.สพ.คงศักดิ์ กล่าว

น.สพ.คงศักดิ์ กล่าวต่อว่า การเกษตรสมัยใหม่จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ แม้ มก.จะมีการจัดการเรียนการสอนหลากหลายสาขา แต่บทบาทสำคัญคือการนำองค์ความรู้และศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงด้านการเกษตรได้ ประเทศไทยก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

“อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องการเห็นคือ การสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้สามารถพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเป็นเกษตรกรอาชีพ เพราะอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อประเทศ โดยปัจจุบันเริ่มเห็นเกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง รวมถึงมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาสู่ภาคการเกษตรมากขึ้น แต่คำถามคือ ใครจะช่วยสอนเรื่องการเพาะปลูก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับการทำเกษตร มก.จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ มก.ต้องการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้าไปสนับสนุนเกษตรกร เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้สามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น” น.สพ.คงศักดิ์ กล่าว

น.สพ.คงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มก.จะใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร และนวัตกรรม เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทย โดยมุ่งหวังให้การพัฒนาเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับเกษตรกร ไปจนถึงการยกระดับสินค้าและระบบการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า เรื่องปัญหาเศรษฐกิจจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน มก.จะปรับบทบาท มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยเปลี่ยนแนวคิด เรียนเพื่อให้ได้ปริญญา มาเป็นเรียนรู้จากการทำงานเพื่อให้ได้ปริญญา โดยเฉพาะสาขาด้านการเกษตร ซึ่งพยายามใช้พันธมิตรและศักยภาพที่มี ให้ลูกหลานเกษตรกรสามารถทำงานฝึกฝนสมรรถนะ และสามารถใช้ความรู้จากการทำงาน เรียนจบป.ตรีได้ ตนอยากให้มหาวิทยาลัยเริ่มปรับตัว เพราะการเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาอาจไม่ใช่เป้าหมายอีกต่อไป มหาวิทยาลัยจะเป็นเพียงโคชชิ่ง เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการทำงาน มีระบบเครดิตแบงก์ เก็บหน่วยกิจ ในหลายสาขาให้โอกาสคนได้ฝึกปฏิบัติจากการทำงานจริง และสามารถจบปริญญาได้ ซึ่งไม่ใช่แค่วัยเรียนแต่ยังมีการอัพสกิล รีสกิล ให้ผู้ที่ต้องการเพิ่มสมรรถนะผ่านสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิต และวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์