หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ตัวแทนนักศึกษ...

ตัวแทนนักศึกษา จี้ องค์การนักศึกษา มช. คุยผู้บริหารปกป้องหอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน

9.09.26 | 10:39 น.

ตัวแทนนักศึกษา จี้ องค์การนักศึกษา มช. คุยผู้บริหารปกป้องหอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน

 


เมื่อวันที่ 9 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตัวแทนกลุ่ม SAAP 24:7 ยื่นหนังสือ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อองค์การนักศึกษา เพื่อพิทักษ์สิทธิประโยชน์ ทรัพย์สินสาธารณะ และมรดกทางวัฒนธรรม ในกรณีการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้ว และอาคารแฟลตฝายหิน ต่อ องค์การนักศึกษา มช. คุยผู้บริหาร รายงานข่าวสาร เชิญหน่วยงานภายนอก และตั้งกรรมาธิการศึกษาอนุรักษ์ เพื่อปกป้องหอพักอ่างแก้วและแฟลตฝายหิน

หนังสือระบุว่า

1. หนังสือข้อเรียกร้องโดยนักศึกษา ในฐานะตัวแทนประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง ขอให้ระงับการดำเนินการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วและแฟลตฝายหิน ขอตรวจดูและคัดสำเนาข้อมูลข่าวสารของราชการ และขอให้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาคมอย่างเป็นระบบ ลงวันที่ 1 กันยายน 2569 (ซึ่งได้แนบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนหอพักอ่างแก้ว และแฟลตฝายหินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะไว้พร้อมกันด้วย)
2.หนังสือจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ที่ กค ๐๓๑๘.๑๓/๓๐๔๕ ลงวันที่ 4 กันยายน 2569 เรื่อง การรื้อถอนอาคารหอพักหญิงอ่างแก้ว และอาคารแฟลตแฝดฝายหิน ส่งตรงถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3. ระเบียบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2554
๔) ประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554

Advertisement

ตามที่สมาชิกประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รวมพลังเข้าชื่อจำนวนกว่า 2,500 รายชื่อ (เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ) เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อย่างเป็นทางการต่อประเด็นการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้ว ประกอบกับตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ยื่นหนังสือต่อมช. ขอตรวจดูและคัดสำเนาข้อมูลข่าวสารของราชการ (ตามสิทธิที่ระบุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540) และขอให้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาคมอย่างเป็นระบบในประเด็นการรื้อถอนหออาคารพักอ่างแก้วและอาคารแฟลตฝายหิน รวมถึงสมาคมวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และองค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคม ซึ่งได้ร่วมกันออกหนังสือเปิดผนึกคัดค้านต่อประเด็นเดียวกันในหลายวาระ ตามที่อ้างถึงใน 1) เพื่อร่วมกันคัดค้านและเรียกร้องให้มช. ระงับการดำเนินการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วและอาคารแฟลตฝายหิน ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมโมเดิร์น (Modern Movement) ที่ทรงคุณค่าทางกายภาพ สถาปัตยกรรม และเป็นประวัติศาสตร์การศึกษาร่วมของมหาวิทยาลัยมานานกว่า 60 ปี รวมถึงขอใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐาน ความโปร่งใส และหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางประมูลการรื้อถอน ตลอดจนดำเนินการได้ให้มาซึ่งกระบวนการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอย่างมีส่วนร่วมจากสาธารณะทุกภาคส่วนนั้น

จากข้อเท็จจริงทั้งหมด จนถึงปัจจุบันนอกจากการออกแถลงการณ์เพียงฉบับเดียว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่อ้างความชอบธรรมในโครงการรื้อถอนดังกล่าวด้วยการอ้างถึงข้อจำกัดด้านความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารหอพักอ่างแก้วอย่างไม่มีการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นใด ตามที่อ้างถึงใน 1) แล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงเพิกเฉย ไม่มีการตอบสนองอื่นใด และยังปรากฏซึ่งการล้อมรั้วสังกะสีรอบตัวอาคารหอพักอ่างแก้วอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังคงดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนอาคารดังกล่าวต่อไปอีกด้วย การตอบสนองเหล่านี้นับเป็นการปิดกั้นไม่ให้ประชาคมมหาวิทยาลัยและสาธารณะมีส่วนร่วมในกระบวนการเสนอ และพิจารณาคุณค่าของอาคารเหล่านี้ก่อนเกิดโครงการรื้อถอน ซึ่งขัดแย้งกับหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างรุนแรง

จนกระทั่งบัดนี้ ได้ปรากฏซึ่งข้อเท็จจริงสำคัญแห่งข้อพิพาทอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง เมื่อสำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ (กรมธนารักษ์) ได้ส่งหนังสือตามอ้างถึง 2) ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยระบุว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะหน่วยงานในกำกับของรัฐ ‘ไม่ใช่ผู้ใช้ที่ราชพัสดุ’ ที่จะมีอำนาจจัดการรื้อถอนอาคารราชพัสดุเองโดยพลการ ตามกฎกระทรวงฯ เรื่องการใช้ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2563 อีกทั้งการรื้อถอนอาคารที่อาจมีผลกระทบต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรม จะต้องได้รับความยินยอมและตั้งคณะทำงานประเมินคุณค่าร่วมกับกรมศิลปากรเสียก่อน กรมธนารักษ์จึงออกคำสั่งราชการเป็นลายลักษณ์อักษรขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ‘พิจารณาระงับการรื้อถอนอาคารทั้งสองหลังดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว’ จนกว่าจะมีความชัดเจนในประเด็นสถานะของอาคารตามบัญชีราชพัสดุ

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวถึงข้างต้น หนังสือดังกล่าวจากกรมธนารักษ์ อันเป็นหน่วยงานควบคุมที่ราชพัสดุของรัฐจึงพิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า โครงการรื้อถอนพัสดุและสัญญาซื้อขายสิทธิการรื้อถอน (ซึ่งควบรวมไปถึงการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วและอาคารแฟลตฝายหิน) เลขที่ ๐๐๑/๒๕๖๙ ที่มหาวิทยาลัยทำขึ้นกับเอกชน ดังปรากฏในอ้างถึง 1) นั้น ยังคงมีความคลุมเครือในการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาต่อสาธารณะ ไร้ซึ่งกระบวนการพิจารณาร่วมกับสมาชิกประชาคมมหาวิทยาลัยที่มีส่วนได้เสีย และมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการดำเนินงานในกระบวนการขั้นตอนทางปกครองที่บกพร่อง ไม่เป็นธรรม และ/หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้าพเจ้า xxx xxxx  นักศึกษาคณะxxxxxxx มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ได้รับผลกระทบ จึงทำหนังสือฉบับนี้ยื่นตรงต่อสภานักศึกษาและสโมสรนักศึกษาในฐานะ ‘องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ.มช.)’ องค์กรตัวแทนนักศึกษาตามระบอบประชาธิปไตยในสถาบัน เพื่อเรียกร้องให้พวกท่านทำหน้าที่เป็นปากเสียงและใช้อำนาจตามกฎเกณฑ์คุ้มครองสิทธิ สวัสดิการ และสมบัติสาธารณะอย่างสมเกียรติของนักศึกษามช. บนหลักการสำคัญ ดังนี้

1. อุดมการณ์และพันธกิจแห่ง ‘มหาวิทยาลัยสาธารณะ’ ที่ควรจะเป็น

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาปนาขึ้นในฐานะสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกในส่วนภูมิภาคจากการเรียกร้องของประชาชน ดำรงอยู่ได้ด้วยภาษีอากรของประชาชน และทรัพย์สมบัติทางประวัติศาสตร์อันเป็นสมบัติของแผ่นดิน มหาวิทยาลัยจึงมีสถานะเป็น ‘มหาวิทยาลัยสาธารณะ’ (Public University) ที่มีหน้าที่ต้องธำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นสำคัญ หาใช่สถานประกอบธุรกิจส่วนตัวของผู้บริหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่จะกระทำการรื้อทำลายทรัพย์สินอย่างอาคารทั้งสองหลังซึ่งบรรจุไว้ซึ่งความหมาย คุณค่า และความทรงจำของผู้คนมากมายโดยไร้กระบวนการรับฟังเสียงประชาคม

การรื้อทำลายอาคารหอพักอ่างแก้วและแฟลตฝายหินโดยยังคงละเลยการตอบสนองต่อการตั้งคำถามหลายประการที่ได้อ้างถึงข้างต้น จึงสะท้อนให้เห็นความละเลยต่อพันธกิจทางวิชาการและศีลธรรมของสถาบันอุดมศึกษาที่ควรจะสร้างตัวอย่างด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การยอมจำนนต่อการทุบทำลายสมบัติของรัฐทั้งที่ยังคงไม่ปรากฏซึ่งความโปร่งใสอย่างเต็มที่ มีการปิดกั้นการศึกษาความเป็นไปได้และพิจารณาการรื้อถอนอาคารดังกล่าวอย่างมีส่วนร่วม ตลอดจนยังคงไม่มีการรับฟังเสียงของสมาชิกประชาคม องค์กรวิชาชีพ องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชน ย่อมส่งผลให้เกียรติภูมิและภาพลักษณ์การเป็นเสาหลักทางปัญญาของ มช. ต้องตกต่ำลงอย่างยิ่ง

2. ประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ.มช.) ได้รับสถาปนาและใช้อำนาจในการบริหารกิจกรรมและปกป้องสิทธิ์ของนักศึกษาผ่านฉันทานุมัติในการเลือกตั้ง เกียรติภูมิและเกียรติยศขององค์กรตัวแทนนักศึกษาที่มาจากการเลือกตั้งจึงผูกพันอยู่กับความรับผิดชอบและการเคารพเสียงของนักศึกษา และประชาคมผู้เดือดร้อน หาใช่เพียงการยอมจำนนหรือเงียบเฉยต่อการละเมิดอำนาจและการทำลายสมบัติสาธารณะโดยกลุ่มผู้บริหาร มช.

ข้าพเจ้าขอเน้นย้ำในเชิงหลักการต่อองค์การนักศึกษาว่า ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และโปร่งใสนั้น หาใช่มีเพียงกลไกการโหวต ‘เสียงข้างมาก’ (Majority Vote) ในระบบตัวแทนหรือในห้องประชุมปิดเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ ‘การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ความมีส่วนร่วมของประชาคมในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ และการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมและมีวุฒิภาวะ’ หากปราศจากสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ประชาธิปไตยย่อมกลายเป็นเพียงเครื่องมือบังหน้าเพื่อใช้สร้างความชอบธรรมให้แก่การตัดสินใจของคนบางกลุ่มอย่างไร้ความรับผิดชอบ

เมื่อพิจารณาตามความในระเบียบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยองค์การนักศึกษา พ.ศ. 2554 ข้อ 9 ตามอ้างถึง 3) ได้บัญญัติวัตถุประสงค์ของ อ.มช. ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งองค์การนักศึกษาจักต้องพึงเคารพและปฏิบัติตามปณิธานความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • ข้อ 9 (7): เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม มีคุณธรรมและจิตสำนึกสาธารณะ
  • ข้อ 9 (8): เพื่อคุ้มครองสิทธิ และผลประโยชน์อันชอบธรรมของนักศึกษา

(หอพักหญิงอ่างแก้วและแฟลตฝายหินถือเป็นส่วนหนึ่งในประเด็นว่าด้วยคุณภาพชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของเพื่อนนักศึกษาโดยตรง กล่าวคือ การมีพื้นที่แบบใดหายไป หรือแทนที่ขึ้นมานั้น เป็นการไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง หากนักศึกษามิได้มีส่วนร่วมกำหนดเงื่อนไขอย่างกว้างขวาง)

  • ข้อ 9 (11): เพื่อส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ

(ซึ่งจะต้องควบรวมถึงสถาปัตยกรรมมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นรากเหง้าของสถาบัน)

  • ข้อ 9 (6): เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร ชุมชนและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในและนอกมหาวิทยาลัย

(การเพิกเฉยและดำเนินการรื้อถอนอาคารในข้อพิพาทต่อไป โดยไร้ซึ่งการตอบสนองเพิ่มเติมต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังผลให้ประชาคมมหาวิทยาลัยของเราทั้งผองอยู่ท่ามกลางสภาวะปัจเจกนิยมสุดขั้ว ไร้ความสมานฉันท์ และปฏิสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งในที่นี้จะต้องพิจารณารวมถึงการเพิกเฉยต่อองค์กรที่ท้วงติงในประเด็นดังกล่าว อย่างสมาคมสถาปนิกสยามฯ Docomomo Thai สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิศาสตราจารย์อัน- นิมมานเหมินท์ สมาคมอิโคโมสไทย และกรมธนารักษ์ ในฐานะองค์กรภายนอกมหาวิทยาลัยด้วย)

นอกจากนี้ในข้อ 10 (2) ยังได้บัญญัติรับรองให้ ‘นักศึกษาทุกคนมีสิทธิเสนอความคิดเห็น ข้อวิจารณ์และข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ รวมตลอดถึงมีสิทธิร้องทุกข์ต่อองค์การนักศึกษา เพื่อให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของนักศึกษา’ รวมถึงข้อ 14 (2) ได้บัญญัติให้สภานักศึกษา มีหน้าที่และอำนาจ ‘ดำเนินการทั้งหลายเพื่อรักษาสิทธิ และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษา’ ตลอดจนข้อ 14 (4) ซึ่งบัญญัติให้สภานักศึกษาเป็น ‘ศูนย์กลางรับฟังความคิดเห็น และเรื่องราวร้องทุกข์จากนักศึกษาเพื่อพิจารณาเสนอแนะแนวทางแก้ไข’

ดังนั้น หากสภานักศึกษาและสโมสรนักศึกษา ในฐานะองค์การนักศึกษายังคงเพิกเฉยหรือเลือกที่จะนิ่งเงียบต่อวิกฤตความไม่โปร่งใสและการทำลายทรัพย์สินสาธารณะโดยไร้ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมและความโปร่งใสในครั้งนี้ ย่อมเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จิตสำนึกสาธารณะ และสิทธิประโยชน์ของประชาคมนักศึกษาตามระเบียบที่พวกท่านต้องยึดถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกียรติภูมิจากการเลือกตั้งของพวกท่านย่อมเสื่อมถอย

3. ข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการเพื่อคืนธรรมาภิบาลสู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ด้วยหลักการข้างต้น ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงขอเสนอข้อเรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ.มช.) ดำเนินกระบวนการปฏิบัติหน้าที่ในสภานักศึกษาและสโมสรนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

ข้อ 3.1 องค์การนักศึกษาต้องแสดงบทบาทเชิงนโยบายอย่างเด็ดขาด ร่วมผลักดันให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระงับและยุติโครงการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วและอาคารแฟลตฝายหินทันที โดยต้องเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเปิดเผยข้อมูลและเอกสารประมูล TOR ตลอดจนตัวเล่มสัญญาเลขที่ ๐๐๑/๒๕๖๙ และรายงานการตรวจสอบความไม่มั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารหอพักอ่างแก้ว (ดังที่มช. ได้อ้างในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569) รวมถึงบันทึกการประชุมและรายงานการประชุมที่เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณค่าของสถาปัตยกรรมอันนำมาสู่การตัดสินใจรื้อถอน ต่อประชาคมมหาวิทยาลัย และสาธารณะอย่างหมดสิ้น เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิจารณาการรื้อถอนอาคารทั้งสองอย่างมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

ข้อ3.2  องค์การนักศึกษาต้องจัดตั้งกลไกการติดตามความเคลื่อนไหวจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิดและรายงานสถานการณ์ในประเด็นดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ โดยทำการแจ้งรายงานความคืบหน้าการระงับโครงการและความเคลื่อนไหวของผู้บริหาร มช. ให้ประชาคมมหาวิทยาลัยและสาธารณชนได้รับรู้ผ่านช่องทางเพจทางการขององค์การนักศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อรับประกันความแม่นยำของข้อมูลที่ถูกเปิดเผย และลดการสื่อสารทางเดียวจากผู้บริหาร

ข้อ3.3  เรียกร้องให้สมาชิกองค์การนักศึกษาทั้งหมด ทั้งสมาชิกสภานักศึกษา (สน.มช.) เกินกว่ากึ่งหนึ่ง หรือนายกสโมสรนักศึกษา (ส.มช.) และนายกสโมสรนักศึกษาคณะต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ดำเนินการลงมติเพื่อเปิดญัตติการประชุมสภาวิสามัญเพื่อทำการ ‘เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง’ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามความใน ประกาศสภานักศึกษา พ.ศ. 2554 ข้อ 11 ตามอ้างถึง 4) เพื่อซักไซ้และตรวจสอบกรณีความไม่โปร่งใสและความไม่มีส่วนร่วมของประชาคมในการจัดขายทอดตลาดและสัญญารื้อถอนอาคาร รวมถึงเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาคมมหาวิทยาลัยและองค์กรภายนอกมีส่วนร่วมในการพิจารณารื้อถอนอาคารทั้งสอง โดยสภานักศึกษาพึงส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการถึงอธิการบดีหรือรองอธิการบดีฝ่ายที่รับผิดชอบ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนประชาคมมหาวิทยาลัยที่ร่วมเข้าชื่อ และผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมที่เคยออกหนังสือคัดค้านทั้งหมดมาร่วมตอบคำถาม ซักถาม และแสดงข้อเท็จจริงในที่ประชุมสภานักศึกษา

ข้อ 3.4  เรียกร้องให้องค์การนักศึกษา โดยอำนาจของสภานักศึกษา (สน.มช.) ดำเนินการให้เกิดการจัดตั้ง ‘คณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมศึกษาทางเลือกการอนุรักษ์หอพักอ่างแก้ว แฟลตฝายหิน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย’ ซึ่งประกอบด้วยสัดส่วนผู้แทนสภานักศึกษา ผู้แทนสโมสรนักศึกษา ผู้แทนกลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้ขับเคลื่อน และผู้แทนวิชาชีพหรือองค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้อง (เช่น สมาคมสถาปนิกสยามฯ Docomomo Thai สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิศาสตราจารย์อัน นิมมานเหมินท์ และสมาคมอิโคโมสไทย) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้รอบด้านทางวิชาการสากล แนวทางการวางงบประมาณปรับปรุงเสริมโครงสร้างอาคารต่าง ๆ และการขึ้นบัญชีอาคารต่าง ๆ ให้เป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจัดทำเป็น ‘รายงานศึกษาเสนอแนะแนวทางอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่’ เพื่อนำส่งตรงต่ออธิการบดี มช. และอธิบดีกรมธนารักษ์ เพื่อสร้างทางเลือกเชิงวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม

ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกท่านในฐานะตัวแทนที่ได้รับเกียรติและความไว้วางใจผ่านเสียงการเลือกตั้งของประชาคมนักศึกษา จะไม่เลือกที่จะนิ่งเฉย เพิกเฉย หรือยอมแพ้ต่อการรื้อทำลายทรัพย์สินมรดกอันล้ำค่า และสิทธิผลประโยชน์ของประชาคมอย่างไร้ธรรมาภิบาล ไร้ซึ่งการมีส่วนร่วม และอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหวังว่าจะได้เห็นสภานักศึกษาและสโมสรนักศึกษาทำหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับนักศึกษาและประชาชนอย่างกล้าหาญ สมเกียรติภูมิในฐานะตัวแทนพลเมืองผู้มีจิตสำนึกสาธารณะ ทั้งนี้ ขอให้ท่านตอบกลับข้อเรียกร้องของเราทางช่องทางที่ระบุ และติดต่อกับอธิการบดีโดยเร็วที่สุด เนื่องจากกระบวนการรื้อถอนอาคารทั้งสองนั้นยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง