‘ประเสริฐ’ ถอดบทเรียนพื้นที่นวัตกรรม 20 จังหวัด มุ่งเป้า 7 ปี ขยายผลทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘ถอดรหัสความสำเร็จพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมพลิกโลกการศึกษา สู่โลกอนาคต (Education Sandbox : Future of Learning)’ ภายใต้โครงการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัด ตามพ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหาร ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และผู้แทนสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 20 จังหวัด เข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจากโรงเรียนกว่า 2,000 แห่ง ใน 20 จังหวัด เพื่อนำจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรู้ หลักสูตร และการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น มาพัฒนาเป็นต้นแบบและขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยการขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี ถึงวันที่ 30 เมษายน 2576 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง และนำบทเรียนจากพื้นที่เชื่อมต่อกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ โดยมุ่ง 3 เสาหลัก คือ คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก ยกระดับการเรียนรู้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และวางรากฐานที่มั่นคงและปลอดภัย
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมเริ่มเห็นผลในเรื่องการลดภาระครู โดยศธ.มีนโยบายให้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดงานและเอกสาร รวมถึงการดำเนินงาน ‘ครัวกลาง’ โดยโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกัน อยู่ในตำบลเดียวกัน หรืออยู่ในเครือข่ายเดียวกัน สามารถรวมงบประมาณและให้โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งหลายพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว และช่วยลดภาระได้อย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน จะผลักดัน Flexible Learning และ Credit Bank ภายใต้ Thailand Zero Dropout PLUS เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตและสมรรถนะจากการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ พร้อมเดินหน้า Digital Transformation ทั้ง E-Office, Paperless และการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารการศึกษา ควบคู่กับการจัดทำแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือในชั้นเรียน และเตรียมส่งเสริมกิจกรรมด้านวิชาการ กีฬา ดนตรี และกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อให้เด็กใช้เวลาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

“ในส่วนของการวางรากฐานที่มั่นคงและปลอดภัย ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรม แต่ต้องครอบคลุมทุกสถานศึกษา โดยมีมาตรการความปลอดภัยโดยใช้หลัก Zero Tolerance ต่อการกลั่นแกล้งและการคุกคามทุกรูปแบบ พัฒนาช่องทางแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue for Education แต่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการพิจารณาปัจจัยด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ศธ.ได้ยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญคือ กลไกระดับจังหวัด โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดต้องสามารถแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ 7 ปี ต่อจากนี้ เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและขยายผลได้ในวงกว้าง


