รายงาน : ถอดบทเรียนจัดการน้ำ จากชุมชนสู่…ประเทศ

13.09.26 | 16:30 น.

วิกฤตน้ำ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ สลับกับภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ปัญหาน้ำจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง ‘น้ำท่วม-น้ำแล้ง’ หากแต่เชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของชุมชน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ ‘เอาชนะน้ำ’ ได้มากแค่ไหน แต่คือจะทำอย่างไรให้คนและชุมชนสามารถ ‘อยู่กับน้ำ’ ได้อย่างรู้เท่าทันและยั่งยืน


เป็นโจทย์ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยในงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” ซึ่งศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายพันธมิตร เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ นักวิชาการ และชุมชนต้นแบบร่วมกันถอดบทเรียนการจัดการน้ำ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบาย

นายวิทยา วัณณสุโกประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ฝนถล่มหนักขึ้น ระบบรับมือ ต้องเร็วกว่าเดิม

นายวิทยา วัณณสุโกประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวว่า ปรากฏการณ์ Rain Bomb หรือฝนตกหนักอย่างฉับพลันกำลังเกิดบ่อยขึ้นและสร้างความเสียหายรุนแรง เหตุการณ์ฝนตกหนักในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึง จังหวัดน่าน ที่มีฝนตกหนักในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ล้วนสะท้อนความท้าทายจากสภาพอากาศรูปแบบใหม่การรับมือจึงต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดภัยแล้วจึงแก้ไข มาเป็นการ ‘รู้ล่วงหน้า-เตรียมพร้อม-ลงมือก่อนเกิดความเสียหาย’

Advertisement

ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การสร้าง Water Smart Community ให้ชุมชนและปราชญ์ท้องถิ่นเป็นกำลังหลัก การเชื่อมโยงฐานข้อมูลน้ำจากทุกหน่วยงานเป็น Integrated Water Data Platform การพัฒนา Blue Infrastructure ผ่านความร่วมมือภาครัฐและเอกชน และการยกระดับเรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ แต่คำตอบไม่ได้อยู่เพียงบนโต๊ะนโยบาย เพราะในหลายพื้นที่ ชุมชนกำลังทดลองสร้างคำตอบของตัวเองแล้ว

นางเกษรา ใจดี เลขานุการกองทุนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งเจ้า โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

เชียงดาว ไม่ทิ้งภูมิปัญญา แต่เติมเทคโนโลยี

ที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ‘เหมืองฝายล้านนา’ คือ ระบบจัดการน้ำที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยมี ‘แก่ฝาย’ ทำหน้าที่จัดสรรน้ำให้เกษตรกรอย่างเป็นธรรม พร้อมกฎ กติกา และวัฒนธรรมที่ผูกโยงคนกับธรรมชาติ ปัญหาคือ ระบบฝายแบบเดิมเริ่มรับมือกับน้ำหลากรุนแรงได้ยาก ขณะที่ฝายคอนกรีตที่สร้างขึ้นภายหลังก็เสื่อมสภาพตามเวลา ชุมชนจึงเลือก ‘ปรับ’ มากกว่า ‘เปลี่ยน’ โดยนำโครงสร้างคอนกรีตสำเร็จรูปเสริมเหล็กเข้ามาเสริมความแข็งแรงของฝาย พร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ มีคณะกรรมการ กฎระเบียบ และกองทุนสำหรับซ่อมบำรุง

บทเรียนจากเชียงดาวจึงอยู่ที่การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่ตัดชุมชนออกจากการบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเอง

น.ส.คนึงนิตย์ ชะนะโม ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 9 ดี จังหวัดบุรีรัมย์

บุรีรัมย์ ใช้น้ำสร้างรายได้ ไม่ปล่อยให้แห้งไปกับฤดู

น.ส.คนึงนิตย์ ชะนะโม ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 9 ดี พบว่า จังหวัดบุรีรัมย์ ปัญหาไม่ได้เกิดจากไม่มีแหล่งน้ำ แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากน้ำไม่เต็มศักยภาพ โดยชาวบ้านทำนาเพียงปีละครั้ง ก่อนปล่อยพื้นที่ว่างอีกหลายเดือน จึงนำอ่างเก็บน้ำส่วนกลางความจุประมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร มาวางแผนใช้ประโยชน์ตลอดทั้งปี เกิดเป็นระบบเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และขุดแก้มลิงสำรองน้ำไว้ในช่วงแล้ง จนปัจจุบันมีสมาชิก 45 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขอาจไม่ใช่รายได้ก้อนใหญ่ในระดับธุรกิจ แต่สำหรับคนในชุมชน นี่คือการเปลี่ยนน้ำจาก ‘ทรัพยากรที่รอใช้’ ให้กลายเป็น ‘ต้นทุนสร้างอาชีพและคุณภาพชีวิต’

นายปัญญา โตกทอง แกนนำเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง

แพรกหนามแดงบทเรียนจากความขัดแย้ง

ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ปัญหาน้ำเคยกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างชุมชนมานานกว่า 20 ปี พื้นที่มีระบบนิเวศ ‘สามน้ำ’ ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ชาวบ้านจึงประกอบอาชีพแตกต่างกัน ตั้งแต่ทำนาเกลือ เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ไปจนถึงเกษตรกรรมน้ำจืด

เมื่อมีการสร้างประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำเค็มรุกพื้นที่เกษตร กลับเกิดปัญหาใหม่ เมื่อฝนตกหนัก น้ำจืดระบายไม่ทัน ชาวบ้านต้องเปิดประตูระบายน้ำ ส่งผลให้น้ำจืดไหลเข้าสู่พื้นที่น้ำเค็มอย่างรวดเร็ว จนกุ้งและปลาตาย กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำสองฝั่ง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านลุกขึ้นเป็น ‘นักวิจัยชาวบ้าน’ จัดเวทีพูดคุยกว่า 40 ครั้ง รวบรวมข้อมูลและร่วมกันออกแบบระบบใหม่ ก่อนปรับวิธีเปิด-ปิดประตูให้สอดคล้องกับฤดูกาลและธรรมชาติ ระบบดังกล่าวได้รับการยอมรับจากกรมชลประทาน และกลายเป็นตัวอย่างสำคัญว่าความขัดแย้งเรื่องน้ำอาจคลี่คลายได้ หากคนในพื้นที่มีข้อมูลชุดเดียวกันและได้ร่วมตัดสินใจ

นายเกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ นายกสมาคมเมดอินทรงวาด

ทรงวาด จากพื้นที่น้ำท่วม สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ขณะที่ ‘ทรงวาด’ กรุงเทพมหานคร สะท้อนอีกมิติของการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส พื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเคยเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ กทม. ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวคันกั้นน้ำ และเขื่อนริมแม่น้ำ ช่วยลดความรุนแรงของปัญหา เมื่อปัญหาน้ำเริ่มคลี่คลาย พื้นที่กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการสร้างสรรค์เข้ามาเปิดร้าน แกลเลอรี่ และพื้นที่ศิลปะ ก่อนรวมตัวกันขับเคลื่อนย่านผ่านกิจกรรมและการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน จากย่านที่เคยถูกจดจำด้วยน้ำท่วม ทรงวาดจึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ Cultural & Creative Hub ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวก็นำมาซึ่งโจทย์ใหม่ ทั้งความแออัดและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ สะท้อนว่าการจัดการน้ำและการพัฒนาเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้

นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพฯ เปลี่ยนจากประสบการณ์ สู่ Data-Driven

ในระดับเมือง นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ระดับพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 0-2 เมตร และบางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ต้องพึ่งพาระบบปิดล้อมและการสูบน้ำเป็นหลัก หลังเหตุฝนตกหนักในเดือนกันยายน 2565 ซึ่งมีปริมาณฝนสะสมกว่า 800 มิลลิเมตร กทม.จึงรวบรวมข้อมูล จุดน้ำท่วมทั่วเมือง พบจุดเสี่ยง 737 จุด แบ่งเป็นน้ำฝน 617 จุด และน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน 120 จุด เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ ปัจจุบัน กทม.มีอุโมงค์ระบายน้ำ 5 แห่งทำหน้าที่เสมือน ‘ทางด่วนน้ำ’ ขณะเดียวกันต้องเร่งจัดการระบบท่อและคลองสายย่อยที่เป็นเสมือน ‘เส้นเลือดฝอย’ เพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่ระบบหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการนำข้อมูลและ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการ โดยใช้เรดาร์และระบบพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถพร่องน้ำในคลองก่อนฝนตก รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยง

ประชาชนเองก็ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ผ่านการแจ้งปัญหาน้ำท่วมและสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำผ่าน Traffy Fondue น้ำต้องไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หัวใจสำคัญที่สุดกลับยังเป็น ‘คน’ เพราะต่อให้มีงบประมาณ มีโครงสร้างพื้นฐาน มี AI และฐานข้อมูลที่ทันสมัยเพียงใด หากคนในพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วม ระบบก็อาจไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง การสร้าง Water Smart Communities จึงต้องอาศัยความร่วมมือของ 4 ภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา รวมถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรน้ำ

การแก้วิกฤตน้ำไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างสิ่งใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้สิ่งที่มีอยู่ ทั้งคน ความรู้ ข้อมูล และทรัพยากร ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ