‘ส.บ.พ.’ จี้เลิกติวสอบฉาบฉวย หลังPISAขยับ รื้อสูตรงบ-ลดเหลื่อมล้ำเด็กห่างไกล

15.09.26 | 15:25 น.

‘ส.บ.พ.’ จี้เลิกติวสอบฉาบฉวย หลังPISAขยับ-เน้นคืนครููสู่ห้องเรียน รื้อสูตรงบ-ลดเหลื่อมล้ำเด็กห่างไกล

นายเลอศักดิ์ รัชณาการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 1 ในฐานะนายกสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย (ส.บ.พ.) เปิดเผยว่า ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2025 ที่ออกมาถือเป็นสัญญาณที่น่ายินดีของการศึกษาไทย หลังคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน ส่งผลให้อันดับประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 ในปี 2022 มาอยู่ที่อันดับ 53 ในปี 2025 ผลประเมินที่ดีขึ้นเป็นผลจากการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ยุค พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งเน้นการปฏิบัติจริงและติดตามผลอย่างใกล้ชิด


นายเลอศักดิ์ กล่าวต่อว่า หัวใจของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากมาตรการระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนจุดเน้นกลับมาที่ห้องเรียน โดยมีครูเป็นฟันเฟืองหลัก การติวเพื่อทำข้อสอบเป็นเพียงการทำงานแบบฉาบฉวย หวังผลระยะสั้น แต่การยกระดับที่ยั่งยืนต้องทำกับนักเรียนทุกคนและทำอย่างต่อเนื่อง โดยระบบการศึกษาไทยต้องมุ่งสร้าง 3 ทักษะสำคัญให้แก่ผู้เรียน ได้แก่ ทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะเทคโนโลยี สอดคล้องกับนโยบายของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยเฉพาะการลดภาระครู คืนครูสู่ห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาจัดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ รวมถึงการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยครูออกแบบการเรียนการสอนและแผนการจัดการเรียนรู้

“โจทย์สำคัญที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับทักษะ PISA ของเด็กไทย คือ ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและการจัดสรรงบประมาณ ระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยข้อมูลเปรียบเทียบพบว่า โรงเรียนวิทยาศาสตร์ เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ได้รับงบอุดหนุนรายหัวประมาณ 50,000-80,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่โรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไปในพื้นที่ห่างไกล ระดับ ม.3 ได้รับงบอุดหนุนรายหัวเพียงประมาณ 4,000 บาทต่อคนต่อปี ความแตกต่างของงบประมาณสะท้อนความเสียเปรียบของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ทั้งทรัพยากร สื่อการเรียนรู้ และโครงสร้างพื้นฐาน จึงจำเป็นต้องปรับรื้อสูตรการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและกระจายทรัพยากรให้ครอบคลุม ลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม” นายเลอศักดิ์ กล่าว

นายเลอศักดิ์ กล่าวต่อว่า การยกระดับ PISA ไม่สามารถพึ่งพานโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการบริหาร โดยผู้บริหารทั้งระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาต้องลงพื้นที่ติดตามกระบวนการจัดการเรียนรู้จริง หากรัฐบาลและ ศธ.เดินหน้าลดภาระครู ควบคู่กับการปรับสูตรจัดสรรงบประมาณและสนับสนุนการใช้ AI อย่างเป็นระบบ จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนการศึกษาไทยจากการมุ่งแข่งขันด้านคะแนน ไปสู่การสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ที่ยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

Advertisement