‘OECD’ ถอดรหัส PISA 2025 ชี้เด็กไทยพยายามสูง-แต่ปรับตัวต่ำ แนะ 6 ข้อปฏิรูป
นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดสัมมนาเผยแพร่รายงานสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยเชิญ นายอันเดรียส ชไลเชอร์ ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ร่วมสะท้อนความคิดเห็นด้านการศึกษา โดยเฉพาะผลการประเมินโครงการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2025
นายประวิต กล่าวว่า ผล PISA 2025 พบว่า เกือบทุกประเทศกำลังเผชิญภาวะผลการเรียนรู้ถดถอย โดยเฉพาะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ ดังนั้น การที่คะแนนลดลงจึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย การวิเคราะห์ผล PISA ของไทยควรแยกวิกฤตการเรียนรู้ระดับโลกออกจากจุดอ่อนเฉพาะของประเทศไทย และไม่ควรตีความว่าการลดลงของคะแนนทุกด้านเกิดจากนโยบายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลด้านอื่นประกอบการวิเคราะห์
“หัวใจสำคัญของ PISA คือ การวัดว่านักเรียนสามารถนำความรู้จากโรงเรียนไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ ซึ่งไทยมีสัดส่วนนักเรียนที่ทำคะแนนในด้านนี้สูงกว่าโดเมนอื่นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ OECD มองว่านี่เป็นจุดแข็งอีกประการหนึ่ง สะท้อนว่าการพัฒนาการจัดการศึกษาของไทยมาถูกทางแล้ว” นายประวิต กล่าว
นายประวิต กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน OECD พบจุดอ่อนที่ส่งสัญญาณเตือนไทย คือ ความสามารถในการพิจารณาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเฉพาะในโลกที่ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียและ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ‘ความเชื่อเกี่ยวกับความรู้และการเรียนรู้’ (epistemic beliefs) จึงกลายเป็นสมรรถนะสำคัญไม่แพ้ความรู้ด้านเนื้อหาและทักษะการสอน อย่างไรก็ตาม นักเรียนไทยจำนวนมากยังใช้สามัญสำนึกในการประเมินข้อมูล มากกว่าการตรวจสอบแหล่งที่มาและการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ
“อีกปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนน PISA คือ การที่นักเรียนรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนจากครู โดยประเทศไทยมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวก นักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจากครูมากมีแนวโน้มได้คะแนนวิทยาศาสตร์สูงขึ้น ขณะที่นักเรียนไทยถึง 90% ระบุว่า ครูสนใจการเรียนของตน ขณะที่ การสนับสนุนจากครอบครัวกลับมีแนวโน้มลดลง โดยสัดส่วนนักเรียนที่ระบุว่าพ่อแม่ถามว่า ‘วันนี้ทำอะไรที่โรงเรียน’ ลดจาก 52% เหลือ 46% และการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาที่โรงเรียนลดจาก 50% เหลือ 41% สะท้อนว่า การมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการเรียนรู้ของเด็กกำลังอ่อนตัวลง ในช่วงเวลาเดียวกับที่โลกการเรียนรู้มีความซับซ้อนมากขึ้น” นายประวิต กล่าว
นายประวิต กล่าวต่อว่า เมื่อถอดรหัส PISA 2025 จากผลสัมฤทธิ์ไปสู่กลไกการเรียนรู้ พบว่า ปัญหาของเด็กไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดความพยายามหรือไม่อยากเรียน เพราะความมุ่งมั่นพยายาม การตั้งเป้าหมาย และการรู้จักขอความช่วยเหลือ ของนักเรียนไทยอยู่ในระดับค่อนข้างแข็งแรง โดย 81% ระบุว่าจะพยายามมากขึ้นเมื่อเจองานยาก และ 77% ระบุว่ามีความใฝ่รู้
“สิ่งที่น่าสนใจคือ พยายามสูง แต่ Growth mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโต และ Adaptability หรือความสามารถในการปรับตัว ยังอยู่ในระดับต่ำ เด็กไทยอาจพร้อมที่จะพยายามและขอความช่วยเหลือ แต่ยังไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง และมีข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อต้องเผชิญโจทย์ใหม่” นายประวิต กล่าว
นายประวิต กล่าวต่อว่า OECD ได้วิเคราะห์ข้อมูล PISA 2025 ของประเทศไทย พร้อมให้ข้อเสนอแนะ 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมพลังผู้เรียน โดยเทคโนโลยีไม่ควรทำให้การเรียนง่ายขึ้น แต่ต้องช่วยให้ผู้เรียนคิด ใช้เหตุผล และเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมพัฒนาครูให้ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด , 2.สร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว โดยผู้ปกครองควรเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการเรียนรู้ ทั้งแสดงความสนใจ รับฟัง สนับสนุน และสื่อสารกับบุตรหลานอย่างต่อเนื่อง , 3.ให้คุณค่าการศึกษาในฐานะโอกาสสำหรับอนาคต มองการศึกษาไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ แต่เป็นโอกาสที่กำหนดอนาคตของผู้เรียนและประเทศ , 4.เชื่อว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ระบบการศึกษาต้องไม่ปล่อยให้ความเสียเปรียบกลายเป็นชะตากรรม และควรนำครูและผู้นำที่มีคุณภาพไปยังโรงเรียนและห้องเรียนที่ต้องการการสนับสนุนมากที่สุด , 5.ยกระดับการสอนเป็นวิชาชีพบนฐานความรู้ ด้วยการคัดเลือกและเตรียมครูอย่างมีคุณภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดอาชีพ ลดภาระงานธุรการ และเพิ่มความรับผิดชอบทางวิชาชีพ การริเริ่ม และการเรียนรู้ร่วมกัน และ 6.สร้างความสอดคล้องและความต่อเนื่องของการปฏิรูป โดยหลักสูตร การประเมิน ภาวะผู้นำ และระบบความรับผิดชอบต้องไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมสร้างความเป็นเจ้าของร่วมให้เกิดขึ้นในหมู่ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และชุมชน

