ถ้าไม่มี เราก็สร้างสิครับ “ยศชนัน” ปลุกพลังเด็กทุนหัวกะทิ พสวท. เผยเหตุสวมหมวกบริหารควบคู่นักวิชาการ และนักการเมือง หวังทะลวงกฎเกณฑ์อุปสรรค ชู 4 ข้อปลดล็อกทุนครั้งใหญ่ ลดเวลา-ยืดหยุ่น-การันตีงาน มุ่งปั้นนักวิจัยพลิกโฉมอนาคตของประเทศ
เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางมาให้กำลังใจน้องๆ นักเรียนทุน พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Science Talent for Thailand’s Future” ภายในงาน DPST JOB FAIR 2569: Find your Path, Match your Future ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าปฏิบัติงานตอบแทนทุน ประจำปี 2569 ของนักเรียนทุนโครงการพัฒนาสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.)
ช่วงต้นของการบรรยาย นายยศชนันได้นำเสนอประสบการณ์ตรงในฐานะอดีตนักวิจัยด้านการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface) เพื่อเป็นกรณีศึกษาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน โดยระบุว่า ในอดีตเทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่มาก หลายคนตั้งคำถามถึงความพร้อมของห้องปฏิบัติการและเครื่องมือในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ท่านตัดสินใจเดินทางกลับมาสานต่อความมุ่งมั่นในบ้านเกิด ด้วยเป้าหมายที่ต้องการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาตชาวไทยให้สามารถกลับมาสื่อสารกับครอบครัวได้อีกครั้ง

นายยศชนัน เล่าถึงการเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในขณะนั้นยังขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมการแพทย์ โดยท่านต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก ไม่มีแม้กระทั่งห้องปฏิบัติการส่วนตัว ต้องเริ่มต้นจากการขอยืมพื้นที่และอุปกรณ์เก่ามาทำความสะอาดเพื่อใช้งานชั่วคราว นอกจากนี้ การขอรับทุนวิจัยในหัวข้อที่ล้ำสมัยเกินไปในยุคนั้นยังถูกปฏิเสธ ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการนำผลงานไปแข่งขันในเวทีนวัตกรรม เพื่อระดมทุนก้อนแรกหลักแสนบาทมาซื้อเครื่องมือเข้าห้องแล็บ ตอนนั้นเราเริ่มจากไม่มีห้องแล็บเลย ต้องไปขอยืมพื้นที่ ขอยืมโต๊ะเก่าๆ มาตั้ง ทำความสะอาดเอง และเริ่มลงมือทำ สิ่งที่ผมทำคือวันที่แพทย์ไม่รับรักษาแล้ว ผู้ป่วยพาราไลซ์ทั้งตัวถูกส่งกลับบ้าน ผมบอกว่าโอเค ส่งมาเลย เราทำงานวิจัยแบบเติมเต็มโดยไม่ต้องแข่งขันกับใคร แต่เติมเต็มในสิ่งที่โลกมองว่าไม่น่าจะทำได้ และเราพยายามทำให้มันเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
นายยศชนันยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ โดยจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักศึกษาในแล็บเกิดความกังวลเรื่องเส้นทางอาชีพ เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีบริษัทที่รองรับสายงานด้านนี้โดยตรง สิ่งที่ท่านแก้ปัญหาคือการก่อตั้งบริษัท Spin-off ร่วมกับนักศึกษา เพื่อต่อยอดเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาเครื่องตรวจจับการหลับในขณะขับรถด้วยคลื่นสมอง นำไปขายให้กับบริษัทโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ เพื่อนำรายได้มาอุดหนุนงานวิจัยช่วยเหลือผู้พิการแบบให้เปล่า (Robin Hood Model) ทั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการทลายข้อจำกัดเชิงระบบของหน่วยงานรัฐในอดีต เช่น กฎระเบียบเรื่องการปิดอาคารหลัง 18.00 น. ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อนักวิจัยที่มักทำงานล่วงเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่งานบริหารควบคู่ไปกับงานวิชาการ เพื่อเข้าไปแก้ไขกฎเกณฑ์เหล่านั้นจากภายใน โดยยึดหลักการว่าต้องพิสูจน์ตัวเองให้สำเร็จตามกฎเกณฑ์นั้นก่อน จึงจะมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าไปเปลี่ยนแปลงกฎที่ไม่สมเหตุสมผล

นายยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีความเข้าใจและได้ดำเนินการปลดล็อกเงื่อนไขสำคัญหลายประการสำหรับนักเรียนทุน เพื่อให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคใหม่การที่เราออกมาเป็นนักการเมืองก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือนโยบายของประเทศจะต้องเข้าใจนักเรียนทุน ต้องเกิดการปลดล็อกครั้งยิ่งใหญ่ วันนี้เราไม่เอาสัญญามารัดตัวพวกคุณแล้ว เราพยายามทำให้คนที่เข้ามารับทุนรัฐบาล อยากที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไปข้างหน้าให้ได้มากที่สุด เพราะประโยชน์ของประเทศชาตินั้นสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตน และพวกคุณคือคนที่ประเทศชาติสร้างขึ้นมาตั้งแต่วันแรก
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะกรรมการ พสวท. เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญ เพื่อลดข้อจำกัดและเปิดโอกาสใหม่ให้บุคลากรหัวกะทิ โดยมี 4 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.การปรับระยะเวลาการรับทุนให้ยืดหยุ่นขึ้น โดยแบ่งย่อยเป็น 3 ช่วง (ตรี-โท, โท-เอก, เอก) เพื่อลดการผูกมัดระยะยาว 2.การลดภาระเวลาชดใช้ทุนสำหรับผู้ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ จากเดิม 2 เท่า เหลือเพียง 1 เท่า (สูงสุดไม่เกิน 10 ปี) 3.การเปิดโอกาสให้นำผลงานวิจัย นวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญามาประเมินเพื่อลดหย่อนเวลาชดใช้ทุน ซึ่งเป็นการเน้นที่ผลลัพธ์มากกว่าการนับเวลา และ 4.การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อวางแผนเส้นทางอาชีพและจับคู่งาน ตั้งแต่ยังศึกษาไม่จบ เพื่อเปลี่ยนผ่านบทบาทของภาครัฐจาก “ผู้ให้ทุน” สู่การสร้างระบบนิเวศ ที่พร้อมสนับสนุนและดึงศักยภาพสูงสุดของคนเก่งออกมา
ในช่วงท้ายนายยศชนันฝากข้อคิดถึงนักศึกษาและผู้เข้าร่วมงานทุกคน โดยชวนให้คิดถึงจุดมุ่งหมายในวันแรกที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางวิทยาศาสตร์ พร้อมปลุกให้ทุกคนมีจิตวิญญาณของ “ผู้สร้าง” อย่างแท้จริง
“ไม่มีใครหรอกครับที่เดินเข้ามาแล้วมีห้องแล็บหรือมีทุนรออยู่เลย แต่พวกเราถูกสร้างมา ถูกสอนมาให้เป็นผู้สร้าง เมื่อระบบนิเวศมันยังไม่มี เราก็อาจจะต้องทำหน้าที่มากกว่าที่เราอยากจะทำเพื่อตัวเราเอง ไม่ต้องกลัวว่าที่ไหนจะมีหรือไม่มี ถ้าไม่มี เราก็สร้างสิครับ สร้างขึ้นมาให้เขาเห็น อยากฝากจริงๆ ว่าอย่าลืมความหวัง อย่าลืมความฝันที่วันแรกเราอยากเข้ามาเรียนที่นี่เพราะอะไร วันนี้พวกคุณทำสำเร็จแล้ว และนี่คือก้าวแรกของการลงมือทำตามความฝัน ประเทศไทยคือความหวัง และเป็นที่ที่สามารถแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างของโลกใบนี้ได้” นายยศชนันกล่าวทิ้งท้าย ท่ามกลางเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงาน


