ศธ. หารือ กมธ.การศึกษา เดินหน้า 9 ประเด็น พัฒนาระบบการศึกษา-ลดความเหลื่อมล้ำ

25.09.26 | 16:56 น.

ศธ. หารือ กมธ.การศึกษา เดินหน้า 9 ประเด็น พัฒนาระบบการศึกษา-ลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายจิรวัฒน์ ศิริพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร และคณะ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ โดยครอบคลุมการพัฒนาเชิงโครงสร้าง สวัสดิการ และการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา


นายประเสริฐ กล่าวว่า ขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ให้ความสำคัญกับภารกิจของศธ. เปิดรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาและร่วมกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ดังนี้ 1.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. เตรียมเสนอเข้าสภาฯ เดือนธันวาคม ยกร่างครบ 84 มาตรา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในเดือนกันยายน จากนั้นจะส่งเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นภายในเดือนตุลาคม ก่อนส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยตั้งเป้าเสนอครม.ให้ความเห็นชอบและเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในต้นเดือนธันวาคม 2569 ตามกรอบเวลาที่กำหนด 2.แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการขับเคลื่อนมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ตอบโจทย์ความเสมอภาคและโอกาสเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย รวมถึงแนวทางรองรับในร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยมุ่งปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่น ทข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การปรับให้ศูนย์การเรียน อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทบทวนเงินอุดหนุนรายหัวให้เพียงพอและเป็นธรรม พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และสร้างความเข้าใจเรื่องการศึกษาทางเลือกแก่บุคลากรภาครัฐ ส่วนด้านอาชีวศึกษา จะเชื่อมการทำงานกับภาคสังคม สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ และชุมชน เพื่อจัดการเรียนระบบทวิภาคีและฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิต และกระจายอำนาจให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า 3.ศธ.เตรียมแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเตรียมยกร่างจัดตั้ง เครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาระดับตำบล เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมบูรณาการทรัพยากรและขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล รวมถึงแนวทางจัดหารถรับส่งนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเดินทางไปโรงเรียนคุณภาพได้สะดวกและปลอดภัย ปรับการบริหารอัตรากำลังครูและผู้บริหารในโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน กรณีการควบรวมหรือยุบเลิกโรงเรียน ให้ยึดความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นหลัก พร้อมหารือการลดขั้นตอนประชาพิจารณ์ และผ่อนปรนกฎระเบียบด้านพัสดุ การเงิน และงบประมาณอาหารกลางวัน เพื่อรองรับการบริหารแบบรวมศูนย์ ส่วนอาคารหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อาจถ่ายโอนให้ท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นนำไปใช้ให้คุ้มค่า นอกจากนี้ รับข้อเสนอเรื่องระบบ ‘Mobile Teacher’ ให้ครูหมุนเวียนไปสอนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู 4.ศธ.ประสานความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เพื่อผลักดันสวัสดิการและการเรียนร่วมของเด็กพิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ยืนยันว่า เด็กพิการที่ลงทะเบียนในระบบศูนย์การศึกษาพิเศษจะได้รับเงินอุดหนุน 4 รายการ ได้แก่ หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พร้อมสนับสนุนค่าอาหารกลางวันตลอด 365 วัน รวมถึงการปรับระเบียบให้ครูสามารถคัดกรองเด็กพิเศษเบื้องต้น เพื่อให้เด็กเข้าสู่ระบบและได้รับเงินช่วยเหลือตามระเบียบของพม.ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนเอกสารการจดทะเบียนคนพิการแบบเดิม นอกจากนี้ ยังหารือการจัดตั้ง ‘ศูนย์บริการตามอำเภอ’ ภายใต้การดูแลของพม. หรือจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้ได้รับงบประมาณโดยตรง รวมถึงบูรณาการงบประมาณพัฒนาห้องเรียนร่วมระหว่างเด็กทั่วไปและเด็กพิการ ทั้งด้านห้องเรียน สิ่งอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเป็น

Advertisement

“5.สพฐ.มีแผนบริหารกรอบอัตรากำลังลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนและนักการภารโรง ประจำปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุมลูกจ้าง 60,786 ราย โดยมุ่งดูแลกลุ่มที่เคยเปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นแบบเหมาบริการ และคืนสิทธิประกันสังคมมาตรา 33 ขณะนี้ได้ทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางและขออนุมัติกรอบอัตรากำลังจากสำนักงาน ก.พ. โดยจำแนกเป็น 3 บัญชี เพื่อให้การคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ครอบคลุมลูกจ้างชั่วคราวทุกกลุ่ม ทุกประเภท และทุกอัตราอย่างเป็นธรรม 6.เร่งซ่อมอาคารเรียนที่เสี่ยง โดยยึดความปลอดภัยเป็นสำคัญ ปีงบประมาณ 2570 มีคำขออาคารเรียนทดแทนและอาคารเรียนแบบงบผูกพันรวม 389 รายการ วงเงิน 1,772.16 ล้านบาท แบ่งเป็นรายการทดแทน 170 รายการ และรายการก่อสร้างผูกพันใหม่ 219 รายการ เนื่องจากงบลงทุนของศธ.มีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 5 ของงบประมาณทั้งหมด จึงเตรียมเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยงบประมาณเหลือจ่าย เพื่อซ่อมอาคารที่เสียหายจากภัยพิบัติหรือทรุดโทรมขั้นวิกฤต โดยให้ความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรเป็นอันดับแรก ส่วนอาคารเรียนที่มีพื้นที่เหลือใช้จากจำนวนนักเรียนที่ลดลง อาจปรับเป็นที่พักหรือบ้านพักครู หรือถ่ายโอนอาคารและพื้นที่ให้ชุมชนหรือ อปท. นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและป้องกันการปล่อยทิ้งร้าง 7.ศธ.ประสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เร่งทำสัญญาและจัดสรรเงินทุน ODOS รุ่นที่ 1 สำหรับผู้รับทุนระดับปริญญาตรีในประเทศ เพื่อให้เงินถึงมือนักศึกษาโดยเร็ว บรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันไม่ให้นักศึกษาต้องสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการศึกษาเอง จะนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการโครงการ ODOS ระดับชาติในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อปรับปรุงระบบและเตรียมความพร้อมสำหรับรุ่นต่อไป พร้อมวางแผนขยายความร่วมมือจัดสรรทุนไปยังประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า 8.ศธ.บูรณาการกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อออกหนังสือรับรองอนุญาตให้เด็กผู้ลี้ภัยชายแดนและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยออกจากพื้นที่ค่ายอพยพและเข้าเรียนในสถานศึกษาไทยได้อย่างถูกต้อง พร้อมได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรฐานสากล อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และมติครม.เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เงินอุดหนุนครอบคลุม 5 รายการ ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมถึงเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าสนับสนุนผู้เรียนในสถานศึกษาภาครัฐ 375,123 คน ส่วนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 22 แห่ง ในปีงบประมาณ 2568 เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชน 14,823 คนเข้าถึงการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพเพื่อสร้างรายได้ในพื้นที่ 9.ขยายโอกาสกู้ยืม กยศ. และลดงานเอกสารของครูแนะแนว ศธ.รับข้อเสนอให้ประสานกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พิจารณาขยายวงเงินกู้ เพื่อช่วยนักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้ทั่วถึงและเท่าเทียม คณะกรรมาธิการเสนอให้ผู้เรียนที่ได้รับอนุมัติเงินกู้แล้วสามารถได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่องจนจบระดับการศึกษา ไม่ถูกตัดสิทธิกลางคันจากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขภายหลัง พร้อมเสนอให้ปรับปรุงและลดขั้นตอนเอกสารการกู้ยืมที่ครูแนะแนวต้องดำเนินการ เพื่อลดงานซ้ำซ้อนและคืนเวลาให้ครูดูแล ให้คำปรึกษา และพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ซึ่งยืนยันว่าจะประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคณะกรรมาธิการอย่างต่อเนื่อง โดยเดินหน้านโยบายหลักภายใต้แนวคิด All for Education ขณะเดียวกัน ยังขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านระบบข้อมูลกลาง Big Data และ Super App ‘EduPass’ สำหรับนักเรียนและครู พร้อมระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย เพื่อคุ้มครองนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างครอบคลุม