นักวิชาการ ห่วงร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ เป็นได้แค่แผน หวั่นภารกิจ ‘ซูเปอร์บอร์ด’ ไม่ตอบโจทย์
นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ มีหลักการสำคัญที่ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับและทุกระบบ โดยยึดหลักคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษา การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การมีส่วนร่วม ธรรมาภิบาล และการเท่าทันการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การยกร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดและความกังวลหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการผลักดันกฎหมายที่ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน รวมถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งอาจมีทั้งกลุ่มที่ต้องการปกป้องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานเดิม และกลุ่มที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ในความเห็นส่วนตัว ร่าง พ.ร.บ.ที่ออกมาในขณะนี้ ยังมีลักษณะเป็น ‘แผนการศึกษาแห่งชาติ’ มากกว่าการเป็นกฎหมาย จึงคาดว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและขั้นตอนการพิจารณาเสนอกฎหมายต่อไป สำหรับประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือ มาตรา 12 (9) ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดตั้ง ยุบ เลิก หรือควบรวมหน่วยงานทางการศึกษา โดยมีเจตนารมณ์เพื่อปรับโครงสร้างหน่วยงานทางการศึกษาให้มีความกระชับ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
“แต่มีความกังวลว่าอาจเกิดการต่อต้าน จึงมีการปรับเนื้อหาเป็นมาตรา 12 (8) กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายฯ เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการปฏิรูปการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการจัดตั้งโครงสร้างหน่วยงานทางการศึกษาให้สอดคล้องกับพัฒนาการของโลกและความจำเป็นของประเทศ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังมีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ มาตรา 58 กำหนดให้การจัดสรรงบประมาณแก่สถานศึกษาของรัฐ ต้องจัดสรรไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต้นของสถานศึกษา และจัดสรรในรูปเงินอุดหนุนทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่เน้นการจัดสรรตามรายหัว” นายอดิศร กล่าว
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรา 64 กำหนดให้ ศธ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนระบบครุศึกษา ครอบคลุมทั้งการผลิตครู ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนาครูใหม่และครูประจำการ ตลอดจนการพัฒนาวิชาชีพโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการส่งเสริมการเลื่อนวิทยฐานะ ถือเป็นการวางกรอบแนวทางในการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ดี แต่ยังมีคำถามในทางปฏิบัติว่า หากไม่ได้กำหนดมาตรการหรือกลไกที่ชัดเจนไว้ในกฎหมาย จะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างไร
“ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้แตะต้องโครงสร้างของศธ.โดยตรง ยกเว้นการปรับเปลี่ยนสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นสภานโยบายการศึกษาแห่งชาติ และมีบทเฉพาะกาลเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและไม่ติดข้อจำกัดทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับเดิม ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงถือเป็นสารตั้งต้นที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นธรรมนูญในการจัดการศึกษาของชาติได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ความคาดหวังให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือออกแบบหรือวางสถาปัตยกรรมทางการศึกษาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติเป็นสำคัญ โดยคณะกรรมการนโยบายฯ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการศธ. และรัฐมนตรีว่าการอว. เป็นรองประธานกรรมการ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวมีทั้งข้อได้เปรียบจากการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และการมีผู้บริหารจากหลายกระทรวงร่วมกำหนดนโยบาย อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับภารกิจอื่นของนายกรัฐมนตรีและกรรมการ รวมถึงระดับความสำคัญและความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดขึ้นจริง” นายอดิศร กล่าว

