สุนทรภู่ ครูภาษา
สดับเสียงสำเนียงกลอนสุนทรภู่ วะแว่วหูดังกระซิบทิพย์ภาษา
จำเรียงรายร้อยลักษณ์อักษรา ทรงคุณค่าคำแปดคำดื่มด่ำใจ
สว่างแก้วมณีกลอนสุนทรเสนาะ พริ้งไพเราะระเริงสุขกล่อมยุคสมัย
ราวบรรเลงเพลงพรกาพย์กลอนไทย จารึกให้ยืนยงคู่วงวรรณ
กลอนนิทาน งานนิราศ ประกาศศักดิ์ ยังประจักษ์ใจชอบปลุกปลอบขวัญ
ผจงถ้อยร้อยรสบทประพันธ์ เพียงสวรรค์สรรค์สว่างกระจ่างจินต์
“สุนทรภู่ ครูภาษา” สง่าศรี แก้วกวีแห่งสมัยหทัยถวิล
ทุกหทัยเทิดท่านอยู่คู่แผ่นดิน คู่ศาสตร์ศิลป์ภาษาสวรรค์นิรันดร
เริ่มต้นงานเสวนาหัวข้อ “สุนทรภู่ ครูภาษา” ที่จัดขึ้นโดย บริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด ร่วมกับสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ ด้วยการขับขานบทกวีเพื่อเชิดชูดสุนทรภู่โดย นายณัฏฐกฤษฏิ์ อกนิษฐ์ธาดา เสภาอาเซียน โดยคำกลอนนี้ประพันธ์โดยนายวรวุฒิ ภักดีบุรุษ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)จันทรเกษมหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา นอกจากนี้ยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 ท่าน คือ น.ส.ตรีศิลป์ บุญขจร นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศฯ นางสายวรุณ สุนทโรทก จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ นายศานติ ภักดีคำ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มาร่วมเสวนาเพื่อเชิดชูเกียรติสุนทรภู่กวีเอกของโลกและให้ลูกหลานได้ระลึกถึงคุณงามความดีของไทยสืบไป ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร

น.ส.ตรีศิลป์ กล่าวว่า สุนทรภู่เป็นผู้พัฒนากลอนแปดที่จากเดิมเป็นกลอนของชาวบ้านทั่วไปให้มีความงดงามความไพเราะสูงสุด จนเป็นมาตรฐานของคนไทย นิราศของสุนทรภู่เปรียบเป็นสารคดีที่บันทึกการเดินทางเพื่อถ่ายทอดความเป็นอยู่ของคนและสิงสาราสัตว์ที่อยู่ริมฝั่งน้ำโดยใช้บทกลอนถ่ายทอด โดยนิราศคำกลอนของสุนทรภู่ถือว่าสูงสุดของนิราศคำกลอนเช่นเดียวกัน พระอภัยมณีเป็นเรื่องราวที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นมาเองไม่ได้ติดอยู่ในขนบของชาดก ถือเป็นนิยายคำกลอนเรื่องแรก นอกจากนี้ยังเป็นครูโดยแต่งบทเพลงกล่อมเพื่อสอนเจ้านายน้อยๆ เพราะฉะนั้นตัวละครของท่านจะให้ความสำคัญกับเด็กไม่ว่าจะเป็น สินสมุทร สุดสาคร และท่านถือเป็นกวีเอกคนแรกที่เป็นสามัญชนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ด้านนายวรวุฒิ ให้ทัศนะในเรื่องอิทธิพลสุนทรภู่ในกวีนิพนธ์ร่วมสมัยว่า สมัยก่อนการศึกษายังไม่ทั่วถึง หลายคนยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้ การฟังกลอนสุนทรภู่จึงนิยมมากกว่าอ่าน ดังนั้นการที่กลอนมีลักษณะคล้องจองกัน มีสัมผัสนอก สัมผัสใน มีทั้งสัมผัสสระ สัมผัสพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ทำให้กลอนมีความไพเราะเสนาะหู ซึ่งปัจจุบันกวีร่วมสมัยยังมีการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ตามขนบการประพันธ์ของสุนทรภู่ โดยมีเนื้อหาและแนวคิดสัมพันธ์กับสังคมร่วมสมัยในรูปแบบของกวีนิพนธ์สมัยใหม่ที่มีขนาดสั้นประมาณเรื่องละ 6 -8 บท ดังนั้น จะเห็นได้ว่าคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพยังคงดำเนินตามแบบแผนของกลอนสุนทรภู่ที่จะมีการใช้สัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะอย่างขาดไม่ได้ แต่กวีร่วมสมัยอาจไม่เคร่งครัดการลงสัมผัสตามแบบสุนทรภู่ทุกประการ

ด้านนายศานติ ได้ให้ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องสุนทรภู่ในเขมร ว่า จริงๆ สุนทรภู่ไม่เคยไปเขมร แต่ถ้าเราดูวรรคทองวรรคหนึ่งของสุนทรภู่จะมีบอกไว้ว่า ‘เป็นอารักษ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร’ หมายถึงงานของท่านไม่ได้รู้จักกันเฉพาะประเทศไทย แต่เลื่องลือไปยังที่ต่างๆ ลาวในทีนี้น่าจะหมายถึงล้านนา พอไปพูดถึงเขมร เราอาจสงสัยว่าทำไมงานสุนทรภู่ถึงเข้าไปเป็นที่รู้จักเพราะในช่วงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศราชของสยาม เจ้านายของเขมรหลายพระองค์ก็เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยมีชุมชนหลักๆ คือ คอกกระบือ แถบวัดยานนาวา ต่อมาย้ายมาอยู่บ้านวังเจ้าเขมร ย่านวัดสระเกศ โดยเจ้าที่ทำให้งานสุนทรภู่แพร่เข้าไปในเขมรคือ เจ้านักองด้วง ท่านอยู่ไทยตั้งแต่ชันษา 15 ปี ในช่วงรัชกาลที่ 2-3 ที่สุนทรภู่กำลังเฟื่องฟูพอดี ในราชสำนักไทยนิยมคำประพันธ์ประเภทกลอนโดยเฉพาะกลอน 8 เมื่อนักองด้วงกลับไปครองราชย์ท่านนำคำประพันธ์ประเภทกลอนกลับไปด้วย ก่อนหน้านี้เขมรไม่มีกลอน มีแต่คำประพันธ์ที่เรียกว่ากาพย์

นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการบริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด กล่าวว่า สถาพรบุ๊คส์ในฐานะสำนักพิมพ์ได้รำลึกถึงคุโณปการของสุนทรภู่ต่อวงการวรรณกรรมไทยจึงได้จัดพิมพ์หนังสือที่รวบรวมผลงานและวิเคราะห์เรื่องราวของสุนทรภู่ไว้ถึง 5 เล่มด้วยกันคือ สุนทรภู่ อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว, ประวัติคำกลอนสุนทรภู่, เล่าเรื่องพระอภัยมณี, สืบสานสร้างสรรค์วรรณศิลป์และกวีสยาม โดยเชื่อว่าจะทำให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทยและสืบสานมรดกทางวรรณศิลป์ของสุนทรภู่ที่ท่านได้มอบไว้ให้


